TECH & AI
ETDAเปิดมุมมอง4TeamLeadsถอดโจทย์Digital TrustลุยBig Moveปี70
กรุงเทพฯ-เบื้องหลังทุกนโยบายและตัวเลขผลงาน มีทั้งโจทย์ยาก ข้อจำกัด และบทเรียนที่ไม่อาจมองเห็นได้จากบนกระดาษ ในงานแถลงผลงาน “16 ปี ETDA: CO-CREATING A FUTURE OF DIGITAL TRUST” ของ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) จึงเปิดวงชวน ‘4 Team Leads’ ผู้ขับเคลื่อนภารกิจสำคัญ ได้แก่ นางสาวจิตสถา ศรีประเสริฐสุข รองผู้อำนวยการ ETDA (ขับเคลื่อนงาน Digital ID), นายมีธรรม ณ ระนอง รองผู้อำนวยการ ETDA (SMEs Growth และ 1212 ETDA), นางสาวพลอย เจริญสม ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ETDA (งานกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ภายใต้กฎหมาย DPS) และนางสาวรจนา ล้ำเลิศ ที่ปรึกษา ETDA (AI Governance ผ่านศูนย์ AIGPC) มาร่วมถอดบทเรียนจากการทำงานจริง พร้อมทิศทางสำคัญในปี 2570 ที่ประชาชนและภาคธุรกิจอาจเริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้น โดยมี ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ร่วมสะท้อนภาพใหญ่และเป้าหมายขององค์กร ภายใต้คำถามหลักของวงเสวนา “ตลอดปีที่ผ่านมา โจทย์ไหนยากที่สุด ได้เรียนรู้อะไร และในปี 2570 จะมี Big Move อะไรที่ประชาชนและภาคธุรกิจจะเห็นเป็นรูปธรรม?”
.jpg)
Digital ID ความท้าทายไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการนำไปใช้จริง
นางสาวจิตสถา ชวนมอง Digital ID ให้ไกลกว่าจำนวนบัญชีผู้ใช้งาน เพราะก้าวต่อไปไม่ใช่เพียงการยืนยันว่า “บุคคลนั้นเป็นใคร” แต่ต้องตรวจสอบได้ว่า “มีสิทธิ คุณสมบัติ สถานะ หรืออำนาจอะไร” เช่น วุฒิการศึกษา ใบประกอบวิชาชีพ สิทธิรับสวัสดิการ หรืออำนาจลงนามแทนนิติบุคคล ผ่านเอกสารรับรองดิจิทัลที่ตรวจสอบได้ หรือ Verifiable Credentials (VC) ที่ผ่านมา ETDA อยู่ระหว่างการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานตาม Digital ID Framework ระยะที่ 2 ทั้งด้านกฎหมาย มาตรฐาน และระบบนิเวศผู้ให้บริการ พร้อมนำร่องเอกสารผลการศึกษา หรือ Transcript ในรูปแบบ VC โดยนางสาวจิตสถาระบุว่า “ความท้าทายที่ยากที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ Adoption และ Scale Up” หรือการทำให้หน่วยงาน ผู้ให้บริการ ภาคธุรกิจ และประชาชนเห็นประโยชน์และนำระบบไปใช้จริงในวงกว้าง
สำหรับประชาชน VC มีส่วนช่วยลดการยื่นเอกสารและสำเนาซ้ำ สามารถเก็บเอกสารไว้ใน Digital Document Wallet และเลือกเปิดเผยเฉพาะข้อมูลที่จำเป็น ขณะที่ภาคธุรกิจจะลดต้นทุนและความเสี่ยงจากเอกสารปลอม เพราะตรวจสอบแหล่งที่มาและสถานะของเอกสารได้ ดังนั้น ก้าวต่อไปปี 2570 จึงมุ่งให้เกิด VC Ecosystem ตั้งแต่การพัฒนากลไกกำกับและ VC Trusted List ไปจนถึงการเตรียมนำร่องบัตรประจำตัวประชาชนในรูปแบบ VC และ Digital Document Wallet ร่วมกับกรมการปกครองและ DGA ควบคู่กับการขยาย Digital ID ให้รองรับคนต่างด้าว กลุ่มเปราะบาง และนิติบุคคล รวมถึงส่งเสริม IDSP เพื่อให้การตรวจ สอบสิทธิ อำนาจ และการลงนามสัญญาระหว่างองค์กรสะดวกและน่าเชื่อถือขึ้น
SMEs Growth ไม่เริ่มจากเทคโนโลยี แต่เริ่มจากปัญหาของแต่ละธุรกิจ
“ใคร ๆ ก็ทำเรื่อง SMEs แล้ว ETDA จะทำอย่างไรให้แตกต่าง และจะสร้างความร่วมมืออย่างไรให้ขยายผลได้” คือโจทย์สำคัญที่ นายมีธรรม สะท้อน โดยย้ำว่า ETDA เดินหน้าโมเดล SMEs Growth ไม่ได้นำเทคโนโลยีหรือหลักสูตรเดียวไปให้ผู้ประกอบการทุกราย แต่ใช้ Digital Maturity Index หรือ DMI ประเมินความพร้อมและค้นหา Gap ของแต่ละธุรกิจที่มีแตกต่างกัน เช่น บางกิจการมีระบบพร้อมแต่ขาดบุคลากร บางรายขาดทักษะ ขณะที่บางรายต้องการเทคโนโลยี เงินทุน หรือที่ปรึกษา เมื่อเห็นปัญหาแล้ว ETDA จึงเชื่อมกับบทบาทของพาร์ทเนอร์ ทั้ง Digital Solution เงินทุน การค้ำประกันสินเชื่อ และหลักสูตรพัฒนาทักษะ เช่น AI for Digital Marketing และ AI for SME Transformation เป็นต้น โดยโมเดล SMEs Growth ถูกนำไปขับเคลื่อนใน 4 ภูมิภาค 16 จังหวัด ครอบคลุมธุรกิจการค้า บริการและการท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมการผลิต ทำให้เกิดการจับคู่ทดลองใช้เทคโนโลยีกว่า 108 คู่ โดยมี Technology Provider เข้าร่วม 138 ราย พร้อมนำบทเรียนจากธุรกิจที่ประสบความสำเร็จพัฒนาเป็น “SMEs Profile” หรือแผนที่พัฒนาธุรกิจ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินสถานะทางธุรกิจ ช่องว่างที่เกิดขึ้น การเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม และการเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญหรือแหล่งทุน เพื่อลดการลองผิดลองถูกของผู้ประกอบการ
สำหรับปี 2570 คือการนำ SMEs Profile ไปขยายผลใน 3 กลุ่ม ได้แก่ การค้าและค้าปลีก การผลิต และการท่องเที่ยว พร้อมติดตามผลด้านรายได้ ต้นทุน ผลิตภาพ ตลาด และความสามารถในการแข่งขัน เพื่อเปลี่ยนการใช้ดิจิทัลให้เป็นการเติบโตที่วัดผลได้ ซึ่ง ดร.ชัยชนะ เสริมว่า หัวใจของเป้าหมาย “30-30” ทั้งการผลักดัน Digital GDP ให้มีสัดส่วนร้อยละ 30 ของ GDP ประเทศ และการยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัลของไทยเข้าสู่ 30 อันดับแรกของโลก คือ การทำให้ SMEs ใช้เทคโนโลยีสร้างรายได้และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันได้จริง
AI Governance ปิด GAP เปลี่ยนหลักการให้กลายเป็นการปฏิบัติ
นางสาวรจนา สะท้อนว่า แม้หลายองค์กรเริ่มใช้ AI แล้ว แต่ความเข้าใจเรื่องความเสี่ยง จริยธรรม และธรรมาภิบาลยังไม่เท่ากัน โดยสรุปความท้าทายผ่านคำว่า “GAP” ได้แก่ Governance Knowledge หรือระดับความรู้ด้านธรรมาภิบาลที่แตกต่างกัน Adoption Readiness หรือความพร้อมในการใช้ AI โดยตระหนักถึงความเสี่ยง และ Principle to Practice หรือความยากในการเปลี่ยนหลักการให้เป็นวิธีปฏิบัติ ตัวอย่างใกล้ตัวคือการใช้ AI ช่วยเขียนข่าว หากระบบเลือกข้อมูลมาไม่รอบด้าน เนื้อหาที่เผยแพร่อาจมีความลำเอียงโดยที่ผู้ใช้งานไม่รู้ตัว ดังนั้น การใช้ AI ให้เป็นจึงยังไม่เพียงพอ แต่ต้องเข้าใจผลกระทบและมีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม ที่ผ่านมา ไทยมีความพร้อมทั้งร่างกฎหมาย แนวปฏิบัติ งานวิจัย และเครื่องมือด้าน AI Governance มีการนำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานกว่า 140 แห่ง ครอบคลุมภาคการศึกษา กระบวนการยุติธรรม ภาครัฐ และภาคการเงิน รวมถึงสร้างความรู้แก่ผู้ใช้งานมากกว่า 120,000 คน ทั้งในและต่างประเทศ
โดยปี 2570 จะเปลี่ยนน้ำหนักจากการสร้างแนวทางไปสู่การลงมือ “Action” ผ่านศูนย์ AI Governance Practice Center หรือ AIGPC ซึ่งจะเป็นกลไกกลางในการทดสอบ AI Solution ผ่าน AI Governance Sandbox ที่ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของภาครัฐ ครอบคลุมทั้งความเสี่ยง ความเป็นธรรม ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว ความโปร่งใส และความสอดคล้องกับกฎหมาย เช่น การทดสอบ AI ในบริบทไทย เพื่อลดความเสี่ยงที่ AI อาจให้คำแนะนำที่เป็นอันตรายแก่เด็กและกลุ่มเปราะบาง ตลอดจนแนวคิดการซ้อมรับมือการปลอมแปลงและการหลอกลวงด้วย AI ข้ามประเทศ ซึ่ง ดร.ชัยชนะ เพิ่มเติมว่า หากสื่อมวลชนต้องการพัฒนา “AI Reporter” อาจนำมาทดสอบใน Sandbox ได้ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลที่ไม่รอบด้านและความลำเอียง ก่อนนำผลไปต่อยอดเป็นเครื่องมือ แนวปฏิบัติ และข้อเสนอด้านการกำกับดูแลต่อไป
แพลตฟอร์ม อำนาจอาจมีจำกัด แต่ขยายผลได้ด้วยกลไกร่วมกำกับ
เมื่อเกิดปัญหาบนแพลตฟอร์ม คนมักนึกถึง ETDA เป็นลำดับแรก ผ่านกลไกภายใต้กฎหมาย DPS นี่คือหนึ่งความท้าทายของฝั่งงานกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ นางสาวพลอย ร่วมสะท้อนบนเวที โดยปัจจุบันมีบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลแจ้งข้อมูลเข้าสู่ระบบและสามารถตรวจสอบได้แล้ว 2,133 บริการ (ณ เดือน ส.ค. 69) ทำให้ภาครัฐรู้ว่าใครเป็นผู้ให้บริการ ประชาชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ที่สำคัญ ETDA ยังมุ่งกำหนดหน้าที่ของแพลตฟอร์ม โดยไม่ออกกติกาซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิมที่มี เนื่องจากปัญหาหลายเรื่อง เช่น สินค้าไม่ได้มาตรฐาน ผู้ขับขี่ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือแม้แต่โรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาต ล้วนมีหน่วยงานเจ้าของเรื่องรับผิดชอบเฉพาะ บทบาทของ ETDA จึงเน้นกำกับให้แพลตฟอร์มมีระบบป้องกัน ตรวจสอบ และจัดการเมื่อพบปัญหา พร้อมเชื่อมข้อมูลและเครื่องมือกับหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง
อีกความท้าทายคือ โมเดลธุรกิจของแพลตฟอร์มมีความหลากหลาย โดยเฉพาะวิธีคิดค่าธรรมเนียมและค่า GP แม้ ETDA ไม่มีอำนาจกำหนดเพดานราคา แต่สิ่งที่ดำเนินการได้คือการผลักดันให้แพลตฟอร์มเปิดเผยข้อมูลและเงื่อนไขอย่างโปร่งใส หากพบปัญหาด้านราคา การแข่งขัน หรือความไม่เป็นธรรม ต้องประสานกับหน่วยงานที่มีอำนาจ เช่น กรมการค้าภายในและสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ควบคู่กับการยกระดับบทบาท ศูนย์ 1212 ETDA เสมือนเป็น “เรดาร์ของระบบ” ที่นำข้อมูลปัญหาจากการใช้งานจริงมาวิเคราะห์ จับสัญญาณความเสี่ยง และเชื่อมเรื่องไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพื่อเปลี่ยนปัญหาให้เป็นมาตรการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาในระดับระบบ พร้อมเป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาแนวทาง ความรู้ ผ่านการพัฒนากิจกรรมเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนและกลุ่มเปราะบาง
ก้าวต่อไปของงานกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัลปี 2570 จะมุ่งขับเคลื่อนผ่านการเชื่อมโยงเรื่องร้องเรียนสู่หน่วยงานเจ้าของเรื่อง การนำข้อมูลร้องเรียนมาพัฒนามาตรการเชิงป้องกัน การกำกับตามระดับความเสี่ยง และการสร้างความปลอดภัยกับความเป็นธรรมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบบริการ แนวทางดังกล่าวจะถูกนำไปใช้กับการผลักดันกติกาที่มีอยู่แล้ว อย่าง ประกาศ e-Marketplace และ Ride Sharing ที่ต้องทำให้เกิดผลจริง รวมถึงการจัดการเนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ ไปพร้อมๆ กับการสร้างความโปร่งใสด้านค่าธรรมเนียมและค่า GP ตลอดจนการเตรียมแนวทางกำกับ Application Marketplace ให้เท่าทันบริการดิจิทัลรูปแบบใหม่
จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เชื่อมทั้ง 4 งานเข้าด้วยกันคือ ก้าวต่อไปของ ETDA ไม่ได้อยู่ที่การสร้างระบบหรือออกกติกาเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้สิ่งที่วางฐานไว้ถูกนำไปใช้จริง ขยายผลได้ และสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม และนี่คือความหมายของบทบาท Co-Creation Regulator & Facilitator โดยงานทั้ง 4 ด้าน คือ ส่วนหนึ่งของงาน ETDA ในปี 70 ซึ่งยังมี Team Lead อีกหลายๆ ด้านที่ร่วมรับผิดชอบ และผลักดันการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดจิ๊กซอว์ของการทำงานที่พร้อมเดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
ดร.ชัยชนะ กล่าวส่งท้ายว่า ทีม ETDA กำลังทำงานกับหลายโจทย์ที่ไม่เคยมีแนวทางสำเร็จรูปมาก่อน แม้จะมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือ รวมถึงบทบาทหน้าที่ แต่สิ่งสำคัญคือ “ใจ” ที่ต้องการแก้ปัญหา และเครือข่ายจากทุกภาคส่วนที่จะช่วยผลักดัน Digital Trust จากแนวคิดไปสู่การใช้งานจริง เพราะความเชื่อมั่นทางดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงปลายทางของการพัฒนาเทคโนโลยี แต่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ประชาชนใช้ดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ ธุรกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน และประเทศไทยแข่งขันได้ในโลกดิจิทัล-ติดตามความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมที่เพจ ETDA Thailand
