In Global

สรุปประเด็นดัง'สี จิ้นผิงต่อสายโจ ไบเดน' 'จีน-มะกัน'ควรมีสัมพันธุ์แบบไหน?



จีน-สรุปประเด็นสำคัญ “สี จิ้นผิง หารือกับโจ ไบเดน ทางโทรศัพท์” พร้อมแสดงท่าทีอันเป็นคำตอบของคำถามที่ทั่วโลกอยากรู้มานานนับศตวรรษ “จีน-อเมริกา จะจัดการความสัมพันธ์ของทั้งสองอย่างไร?

China Media Group (CMG) รายงาน เช้าวันที่ 10 กันยายน 2564 สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ได้โทรศัพท์คุยกับประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ ในการนัดหมาย และดำเนินการสื่อสารเชิงกลยุทธ์อย่างตรงไปตรงมา เจาะลึก และกว้างขวางเกี่ยวกับความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ และประเด็นที่เกี่ยวข้องกัน

การพูดคุยกับทางโทรศัพท์กับโจ ไบเดน ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 11 ในรอบหนึ่งเดือน ของการพูดคุยกับประมุขของรัฐหรือผู้นำประเทศของสี จิ้นผิง ผ่านทางโทรศัพท์ โดยเดือนนี้ถือเป็นเดือนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เข้าร่วมประชุมระดับนานาชาติหลายการประชุม รวมถึงการประชุมผู้นำกลุ่มผู้นำ BRICS 

การโทรครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในปีนี้เช่นกันที่ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้นัดหมายเพื่อพูดคุยกับทางประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งทางสื่อ CNN ของอเมริกา ได้รายงานเรื่องนี้ว่า ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเป็นฝ่ายริเริ่มการนัดหมายและพูดคุยในครั้งนี้  

โดยสถานีวิทยุและโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน (CCTV) ได้เผยแพร่สกู๊ปเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยระบุว่า “การทูตของผู้นำจีนได้กระชับสายสัมพันธ์ของความร่วมมือระดับโลกมาโดยตลอด ไม่ว่าสหรัฐฯ จะคิดอย่างไรเกี่ยวกับความร่วมมือ จีนก็จะไม่ใส่ใจ”

ในบทความที่เผยแพร่บน CCTV ยังระบุอีกว่า จีนและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดและประเทศพัฒนาแล้วที่ใหญ่ที่สุดตามลำดับ ดังนั้นจึงมีคำถามที่ทั่วโลกต้องการคำตอบอย่างมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสองประเทศ นั่นคือ “ทั้งสองประเทศสามารถจัดการความสัมพันธ์ของทั้งสองได้อย่างไร?” เพราะความสัมพันธ์ระหว่างจีนและอเมริกาส่งผลกระทบต่อชะตากรรมโลกโดยตรง 

สำหรับความคิดเห็นและท่าทีของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทั้งที่เกิดขึ้นในการพูดคุยทางโทรศัพท์กับโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2564 และจากที่ผ่านๆมา ซึ่งสามารถตอบคำถามข้างต้นได้ สรุปได้ดังนี้

1. สี จิ้นผิง มองว่า ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในความสัมพันธ์ทวิภาคีที่สำคัญที่สุดในโลก 

2. สี จิ้นผิง เคยกล่าวไว้ว่า “จีนและสหรัฐอเมริกาแม้มีความเห็นต่างกันในบางประเด็น แต่สิ่งสำคัญ คือต้องเคารพซึ่งกันและกันและปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมกัน”

3. ประเทศจีนภายใต้การนำของสี จิ้นผิง แสดงท่าทีชัดเจนในการเดินหน้าความร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งโลก โดยสี จิ้นผิง เผย “ปัจจุบันประชาคมโลกกำลังประสบปัญหามากมาย จีนและสหรัฐอเมริกาควรเห็นแก่ส่วนรวม แบกรับความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ ยืนหยัดในการมองไปข้างหน้า ก้าวไปข้างหน้า แสดงความกล้าหาญเชิงกลยุทธ์และความกล้าหาญทางการเมือง และผลักดันความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ กลับคืนมา แนวทางที่ถูกต้องในการพัฒนาที่มั่นคงโดยเร็วที่สุดซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศและประชาชนทั้งโลก”

4. สี จิ้นผิงย้ำกับโจ ไบเดน ขณะพูดคุยทางโทรศัพท์ “การเผชิญหน้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ จะทำให้ทั้งสองประเทศและโลกต่างได้รับผลกระทบ” ซึ่งในการพูดคุยล่าสุด ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเริ่มมีสัญญาณของการเจรจาและการร่วมมืออย่างแข็งขันอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ สถาบันบรูกกิงส์ (Brookings Institution)สถาบันวิชาการที่เปรียบดั่งคลังสมองของอเมริกา ได้เผยแพร่บทความในประเด็น “การเปลี่ยนแปลงใหม่ในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ: การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและการพึ่งพาอาศัยกันอย่างลึกซึ้ง" โดยมีข้อสรุปชัดเจน แม้ว่าสหรัฐฯ จะเพิ่มความแข็งแกร่งในการแข่งขันกับจีน แต่การพึ่งพาจีนก็ค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเฉกเช่นเดียวกัน

5. สี จิ้นผิง ยึดมั่นในการดำเนินการทางการทูตของจีนในวิถี “พร้อมช่วยเหลือและร่วมมือกับทั่วโลก” แม้จะเจออุปสรรคอันใหญ่หลวงคือ “การแพร่ระบาดโควิด-19” 

ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา สี จิ้นผิง ได้เข้าร่วมการประชุมความร่วมมือระดับนานาชาติทั้งพหุภาคีและทวิภาคีมากกว่า 10 การประชุม 

ก่อนการพูดคุยกับโจ ไบเดน ในครั้งนี้ สี จิ้นผิง ประกาศในการประชุมผู้นำกลุ่ม BRICS ครั้งที่ 13 ว่า “จีนจะบริจาควัคซีนอีก 100 ล้านโดสให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา”

6. ระหว่างการพูดคุยกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ชี้แจงจุดยืนของจีนเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และประเด็นอื่นๆ โดยเน้นที่การยึดมั่นในลำดับความสำคัญทางนิเวศวิทยาของจีน เส้นทางการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและการลดปริมาณคาร์บอน

สำหรับความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างจีนและอเมริกา สี จิ้นผิง ยังได้กล่าวกับโจ ไบเดน ว่า 
“หากสองประเทศร่วมมือกันบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน และจัดการความแตกต่างของสองประเทศอย่างเหมาะสม การทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสองประเทศก็สามารถทำงานร่วมกันและเจรจาต่อไปได้”
---------------------------------------------------
แหล่งข้อมูล:
http://m.news.cctv.com/2021/09/10/ARTI7WMiNeGaQyHv1CMYebEi210910.shtml?fbclid=IwAR20-6vykUuquj1rqQLk8jkJhuFv7TZXiowez6ef_yRtQGO1lewGNuBnzHo
https://fb.watch/7_XUKs-d-N/