IN NEWS

เปิดประเด็นสำคัญประชุมครม.ใน6ต.ค.นี้ 'รับทุนแม่โขงฯ/Miceชูภาษีหักจ่าย2เท่า'



รัฐบาลเดินหน้าเข้าร่วม “Global Trust Survey” ของ OECD วัดความเชื่อมั่นประชาชนต่อภาครัฐ 6 ด้าน นำผลยกระดับบริการ–ธรรมาภิบาล หนุนไทยสู่สมาชิก OECD/รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง เสริมศักยภาพ DSI–เครือข่ายบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาค ยกระดับรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ/ความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง รับทุน 23.84 ล้านบาท พัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วม “แม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก” พร้อมสร้างเครือข่ายเยาวชนด้านน้ำในภูมิภาค/รัฐบาลหนุนอุตสาหกรรมMICE เสนอมาตรการภาษีหักรายจ่าย 2 เท่า ค่าเช่าพื้นที่–ค่าบริการร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศ ถึงสิ้นปี 2570 ดึงงานนานาชาติ–กระตุ้นเศรษฐกิจ/ครม.เห็นชอบขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2570/ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ..../

เห็นชอบประเทศไทยเข้าร่วมโครงการแบบสำรวจความเชื่อมั่นระดับโลก หรือ GTSP

วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบประเทศไทยเข้าร่วมโครงการแบบสำรวจความเชื่อมั่นระดับโลก หรือ Global Trust Survey Project (GTSP) ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในระดับที่ 1 “Trust Survey Cross-Country” โดยมอบหมายสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ประสาน OECD เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

โครงการ GTSP จัดตั้งขึ้นโดยคณะกรรมการธรรมาภิบาลภาครัฐ (Public Governance Committee: PGC) ของ OECD เมื่อปี 2567 มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันภาครัฐ เช่น ความโปร่งใส ความซื่อตรง และความสามารถในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ โดยครอบคลุมทั้งประเทศสมาชิก OECD และประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแต่ได้รับการคัดเลือก และดำเนินการสำรวจแบบปีเว้นปี

นางสาวลลิดากล่าวว่า แบบสำรวจหลักจะสำรวจความคิดเห็นของประชาชนครอบคลุม 6 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ ระดับความเชื่อมั่นต่อสถาบันภาครัฐ การรับรู้ต่อการดำเนินงานของรัฐบาล ความพึงพอใจต่อบริการสาธารณะ ความเชื่อมั่นต่อนโยบายระยะยาวและการรับมือความท้าทายระดับโลก ทัศนคติและการมีส่วนร่วมทางการเมือง และข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสำรวจ

สำหรับการประเมินการรับรู้ของประชาชนต่อการดำเนินงานของรัฐบาล จะพิจารณาปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความเชื่อมั่นใน 5 มิติ ได้แก่ ความซื่อตรง (Integrity) การตอบสนอง (Responsiveness) ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ความเปิดกว้าง (Openness) และความเป็นธรรม (Fairness) ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐเห็นทั้งจุดแข็งและช่องว่างที่ควรปรับปรุงจากมุมมองของประชาชน

ทั้งนี้ OECD มีรูปแบบการเข้าร่วมสำรวจ 2 ระดับ โดยประเทศไทยเสนอเข้าร่วมระดับที่ 1 Trust Survey Cross-Country ซึ่งเป็นการสำรวจเปรียบเทียบระหว่างประเทศโดยไม่มีการศึกษาเชิงลึกรายประเทศ ส่วนระดับที่ 2 Trust Survey Country Study จะเพิ่มการศึกษาเชิงลึกรายประเทศและการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม

สำนักงาน ก.พ.ร. ระบุว่า การเข้าร่วมในระดับที่ 1 จะช่วยให้ประเทศไทยเห็นปัจจัยสำคัญในภาพรวมที่ขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันภาครัฐ ก่อนพิจารณาว่ามีประเด็นใดควรศึกษาเชิงลึกเพิ่มเติมในอนาคต โดย OECD จะเริ่มดำเนินการสำรวจในปี 2570 และคาดว่าจะเผยแพร่ผลประมาณเดือนมิถุนายน 2571

สำหรับค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมโครงการระดับที่ 1 อยู่ที่ 33,000 ยูโร หรือประมาณ 1.25 ล้านบาท โดยสำนักงาน ก.พ.ร. จะใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของสำนักงาน ก.พ.ร.

นางสาวลลิดากล่าวว่า ประโยชน์สำคัญของการเข้าร่วมโครงการ คือประเทศไทยจะได้รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากผู้เชี่ยวชาญของ OECD ผ่านรายงาน Global Trust Survey และบทสรุปข้อมูลของประเทศไทย หรือ Short Country Note รวมถึงนำผลที่ได้มาวิเคราะห์ช่องว่าง (Gap Analysis) เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของภาครัฐให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD และสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย

ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างเสริมศักยภาพDSI-เครือข่ายบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาค

นางสาวลลิดา เปิดเผยต่อว่า กระทรวงยุติธรรมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2026 พร้อมเสนออนุมัติให้นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้ลงนามร่างความตกลงฯ ฝ่ายไทย เพื่อดำเนิน “โครงการเสริมสร้างศักยภาพการบังคับใช้กฎหมายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง”

โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กระทรวงยุติธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการรับมือกับภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติ พัฒนาความร่วมมือระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงเสริมสร้างกิจกรรมแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เพื่อเพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ และยกระดับความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติในภูมิภาค

สำหรับโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง วงเงินรวม 80,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.68 ล้านบาท โดยกองทุนดังกล่าวจัดตั้งขึ้นโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการพัฒนาของประเทศสมาชิกภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง หรือ Mekong–Lancang Cooperation (MLC) ในสาขาต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอนุภูมิภาค

นางสาวลลิดากล่าวว่า ภายใต้ร่างความตกลงฯ ฝ่ายจีนจะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยของกองทุนฯ ภายใน 20 วันทำการ และฝ่ายไทยจะต้องมีหนังสือยืนยันการรับเงินภายใน 10 วันทำการนับแต่วันที่ได้รับเงิน โดยฝ่ายไทยจะเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนงานและงบประมาณ พร้อมจัดส่งรายงานความคืบหน้าโครงการให้ฝ่ายจีนอย่างน้อยทุก 6 เดือน รวมทั้งประเมินผลการดำเนินงานทุก 6 เดือน และตรวจสอบโครงการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

ในส่วนของการแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า กิจกรรมภายใต้โครงการมุ่งเน้นการเสริมสร้างทักษะด้านการสืบสวนสอบสวน การให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญาและการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ตลอดจนการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี ซึ่งเป็นองค์ความรู้มาตรฐานสากลด้านการบังคับใช้กฎหมาย โดยไม่มีสาระเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่มีความอ่อนไหวด้านความมั่นคงของรัฐ หรือองค์ความรู้ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะของไทย

ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รับทุน 23.84 ล้านบาท พัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วม “แม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก”

นางสาวลลิดา เปิดเผยอีกว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 เพื่อรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง สำหรับดำเนินงาน 2 โครงการ รวมวงเงิน 719,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 23.84 ล้านบาท มุ่งยกระดับการบริหารจัดการน้ำ การเตือนภัยน้ำท่วม และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านน้ำในภูมิภาค

โครงการแรก คือ “โครงการเสริมสร้างการปรับตัวของชุมชนเมืองต่อภาวะอุทกภัยภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นในแม่น้ำสาย–แม่น้ำรวก ระหว่างประเทศไทยและเมียนมา” ได้รับงบประมาณ 348,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 11.54 ล้านบาท มีเป้าหมายพัฒนาระบบติดตามข้อมูลอุทกวิทยาและอุตุนิยมวิทยา ระบบแบบจำลองและระบบเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน รวมถึงเพิ่มความสามารถของหน่วยงานและชุมชนของไทยและเมียนมาในการใช้ข้อมูลเตือนภัย เพื่อเตรียมพร้อมและลดความเสี่ยงจากอุทกภัย

โครงการที่สอง คือ “โครงการเครือข่ายผู้นำเยาวชนด้านน้ำเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้าง” ได้รับงบประมาณ 371,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 12.30 ล้านบาท มุ่งพัฒนาเครือข่ายผู้นำเยาวชนด้านน้ำระดับภูมิภาค เสริมความรู้และทักษะด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนมีส่วนร่วมพัฒนาแนวทางแก้ไขปัญหาด้านน้ำที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในประเทศสมาชิกแม่โขง–ล้านช้าง

ทั้ง 2 โครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปีนับตั้งแต่วันที่ลงนามในความตกลง โดย สทนช. จะร่วมดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับโครงการด้านการปรับตัวต่ออุทกภัย มีความร่วมมือกับสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์ม (Stockholm Environment Institute: SEI) และสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ภายใต้ร่างความตกลง ฝ่ายจีนจะโอนเงินทุนเต็มจำนวนให้ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการนับจากวันที่ลงนาม และฝ่ายไทยจะยืนยันการได้รับเงินเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 10 วันทำการนับจากวันที่ได้รับเงิน โดย สทนช. จะเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการและประสานงาน กำกับให้การดำเนินโครงการเป็นไปตามแผน ระยะเวลา และงบประมาณ พร้อมรายงานความคืบหน้าและการใช้เงินทุนให้ฝ่ายจีนทราบอย่างน้อยทุก 6 เดือน และตรวจสอบโครงการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานฉบับสมบูรณ์ ครอบคลุมความก้าวหน้า ผลการดำเนินงาน รายจ่าย ผลผลิตของโครงการ และเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันตรวจรับโครงการ และหากมีเงินทุนเหลือจากการดำเนินงาน จะต้องส่งคืนเข้าบัญชีที่ฝ่ายจีนกำหนดภายใน 3 เดือนนับจากวันที่โครงการแล้วเสร็จ

รัฐบาลหนุนอุตสาหกรรมMICE เสนอมาตรการภาษีหักรายจ่าย 2 เท่า

นางสาวลลิดา กล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อออกมาตรการภาษีสนับสนุนอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) โดยให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าภายในประเทศ

มาตรการดังกล่าวกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการ ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะใช้สิทธิต้องมีหนังสือรับรองจากผู้จัดงานว่าได้เข้าร่วมงานจริง และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

อุตสาหกรรม MICE มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ผ่านการท่องเที่ยว การลงทุน การจ้างงาน และการกระจายรายได้ไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในทุกภูมิภาค โดยข้อมูลจากรายงาน Thailand MICE Economic and Social Impact 2025 ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. ระบุว่า ในปี 2568 อุตสาหกรรม MICE สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทย 338,233 ล้านบาท และสร้างงาน 304,932 ตำแหน่ง

ที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากร เคยมีมาตรการภาษีสนับสนุนการจัดนิทรรศการและงานแสดงสินค้าภายในประเทศในปี 2565 โดยให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายได้ 2 เท่า สำหรับค่าเช่าพื้นที่หรือค่าบริการในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าภายในประเทศ ซึ่งมาตรการดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2565

สำหรับมาตรการที่เสนอในครั้งนี้ มีเป้าหมายสนับสนุนอุตสาหกรรม MICE อย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ เพิ่มการใช้จ่ายของนักเดินทางคุณภาพ ส่งเสริมธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง การท่องเที่ยว และบริการที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงกระจายรายได้สู่ภูมิภาคและท้องถิ่น ตลอดจนยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายสำคัญของการจัดกิจกรรม MICE ในระดับนานาชาติ

กระทรวงการคลังคาดว่าจะมีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใช้สิทธิประมาณ 3,800 ราย มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมงานออกร้าน งานนิทรรศการ หรืองานแสดงสินค้าประมาณ 3,990 ล้านบาทต่อปี และคาดว่ารัฐจะสูญเสียรายได้จากมาตรการภาษีประมาณ 798 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการจะช่วยเพิ่มรายได้และการจ้างงานในอุตสาหกรรม MICE และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง โดยประเมินว่าอุตสาหกรรม MICE จะสามารถสร้างงานให้ประเทศไทยได้ 350,672 ตำแหน่ง และหากมีมาตรการสนับสนุนจะสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 10–15% ต่อปี

ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯในพื้นที่3จชต.ออกไปอีก3เดือน

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน และจังหวัดยะลา ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2569 ถึงวันที่ 19 มกราคม 2570 ซึ่งเป็นการขยายระยะเวลาครั้งที่ 86

และเห็นชอบร่างประกาศ เรื่อง การขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอแว้งและอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน และจังหวัดยะลา ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง

พร้อมทั้ง เห็นชอบร่างประกาศ เรื่อง การให้ประกาศที่คณะรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ และรับทราบร่างประกาศ เรื่อง การให้ประกาศและคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีกำหนดตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงยังคงมีผลใช้บังคับ

ครม.อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐฯ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปไปได้

พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐไม่ให้ต้องรับผิดชอบส่วนตัวโดยตรงเมื่อมีผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐให้จ่ายเงินชดเชยกรณีเกิดความเสียหายจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่นั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง โดยผู้เสียหายสามารถฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้ แต่จะไม่สามารถฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่โดยที่มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา และให้หมายความรวมถึงหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย ดังนั้น หน่วยงานของรัฐ ที่จะอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ได้ จะต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้หน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งไว้ด้วย

โดยที่สภาการสาธารณสุขชุมชนได้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน พ.ศ. 2556 เพื่อส่งเสริมการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนกำหนดและควบคุมมาตรฐานการประกอบวิชาชีพและมิให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากบุคคลซึ่งไม่มีความรู้ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของบุคคลและชุมชน โดยมีฐานะเป็นนิติบุคคล มิได้มีสถานะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการที่เรียกชื่อและ

มีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้น โดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดให้สภาการสาธารณสุขชุมชนเป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539  ดังนั้น สธ. จึงได้จัดทำร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของสภาการสาธารณสุขชุมชนและบุคลากรของสภาการสาธารณสุขชุมชน ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 โดยมีสาระสำคัญเป็นการเพิ่มเติมให้ “สภาการสาธารณสุขชุมชน” เป็นหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 (ปัจจุบันมีหน่วยงานอื่นของรัฐที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 3 แล้ว จำนวน 71 แห่ง การเสนอในเรื่องนี้ จึงเป็นลำดับที่ 72)