LEARNING

นักวิชาการโต้การเมืองจะเอาบุหรี่ไฟฟ้า หวั่นกระทบเด็กและสุขภาพของปชช.



กรุงเทพฯ-ตามที่มีข่าวนักการเมืองพรรคฝ่ายค้าน ให้ข่าวต่อสาธารณะว่าได้พิจารณาเรื่องปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าและขอให้สภาตั้ง กมธ.วิสามัญ ศึกษาปัญหาการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าใน 30 วันนั้น ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวให้ความเห็นต่อข่าวนี้ว่า

“ขณะนี้ภาคสุขภาพที่ทำงานด้านการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าถูกรุกหนักจากภาคการเมืองไม่ว่าจะเป็นการพยายามที่จะแก้ไขกฎหมาย สสส. เพื่อสร้างปัญหาและอุปสรรคให้กับฝ่ายสุขภาพ ล่าสุด ก็มีข่าวว่านักการเมืองอีกท่านหนึ่งจากพรรคฝ่ายค้านได้เสนอข่าวต่อสาธารณะว่า อยากให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าอีกครั้งหนึ่ง โดยเน้นให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใช้ความร้อน (Heated Tobacco Products – HTP) ถูกกฎหมาย โดยอ้างว่ามีผลการวิจัยจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) ระบุว่า HTPs มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนปกติ และกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอนุญาตให้จำหน่ายอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งสำหรับประเทศไทยผลิตภัณฑ์ HTPs จัดเป็นบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งต้องห้ามนำเข้า ห้ามขาย ห้ามให้บริการและห้ามผลิต

ซึ่งข้อมูลที่กล่าวต่อสาธารณะของนักการเมืองกล่าวนี้ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้อง FDA สหรัฐฯ ยังคงระบุอย่างชัดเจนว่า "ไม่มีผลิตภัณฑ์ยาสูบใดที่ปลอดภัย" และชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใช้ความร้อน ไม่ได้รับการ "อนุมัติจาก FDA" ให้เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยแทนบุหรี่ องค์การอนามัยโลกระบุชัดเจนว่า “การลดการสัมผัสสารเคมีที่เป็นอันตรายในผลิตภัณฑ์ยาสูบแบบให้ความร้อน (HTPs) ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นปลอดภัย หรือลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ลง สารพิษบางชนิดมีอยู่ในละอองของ HTPs ในระดับที่สูงกว่าในควันบุหรี่ทั่วไป และยังมีสารพิษเพิ่มเติมบางชนิดในละอองของ HTPs ที่ไม่มีอยู่ในควันบุหรี่ ทั่วไป ที่สำคัญผลกระทบต่อสุขภาพจากการสัมผัสสารพิษเหล่านี้ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด

ที่สำคัญเมื่อเร็วๆนี้ ก็พึ่งมีรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยมีข้อเสนอ 3 แนวทาง ซึ่งนักวิชาการได้มีจดหมายท้วงติงความถูกต้องและน่าเชื่อถือของรายงานนี้ ต่อประธานรัฐสภา”และในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 25 สมัยสามัญประจำปี ครั้งที่ 2 วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งส่วนใหญ่มีคำอภิปรายคัดค้านบุหรี่ไฟฟ้า ต่อมาวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย 5 มาตรการ ตามที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เสนอซึ่ง 1 ใน 5 มาตรการก็มีการที่มุ่งเน้นการเฝ้าระวังและบังคับใช้กฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสอดคล้องไปกับข้อเสนอของแนวทางที่ 1 ในรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯที่ผ่านมาว่า สมควรกำหนดให้บุหรี่ไฟฟ้าซึ่งรวมถึง HTPs เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายด้วย (ห้ามบุหรี่ไฟฟ้าเด็ดขาด) ซึ่งการห้ามเด็ดขาดมีข้อดี คือ ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลในการปราบปรามยาเสพติด ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสารเสพติด และเป็นประตูนำ (gateway) ไปสู่การใช้สารเสพติดอื่น ๆ สามารถป้องกันการเข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อไม่ให้เข้าสู่การเสพติดนิโคติน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งต้องได้รับการปกป้อง ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 จากประสบการณ์ของต่างประเทศที่พบว่าประเทศที่แบน จะมีอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนต่ำกว่าประเทศที่ไม่ห้าม สอดคล้องกับผลการสำรวจระดับชาติ (NHES)  พบว่า

อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กในประเทศไทยต่ำกว่าประเทศอังกฤษ และนิวซีแลนด์ ซึ่งอนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ขณะเดียวกันต้องมีการปราบปรามจริงจัง โดยพบว่าหลัง ก.พ.2568 อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนลดลงได้ถึง 40% แสดงว่ากฎหมายของประเทศไทยที่มีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันทั้ง 3 ฉบับ เป็นกฎหมายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย หากบังคับใช้อย่างจริงจัง ซึ่งขณะนี้ทั่วโลก นานาชาติได้เริ่มมีกฎหมายกำหนดห้ามบุหรี่ไฟฟ้ากัน เพิ่มจำนวนถึง 40 ประเทศที่สำคัญมีบทเรียนจากต่างประเทศที่เปิดให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมายและจัดเก็บภาษึ อย่างเช่น ฟิลิปปินส์ พบว่ารายได้ภาษียาสูบของฟิลิปปินส์ ในปี 2564 จัดเก็บได้ประมาณ 104,100 ล้านบาท ลดลง 24.8% เหลือ 78,200ล้านบาท ในปี 2566  ในขณะที่กลับมีปัญหานักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นตั้งแต่อายุ 10 ปีขึ้นไปจำนวน 9.5 ล้านคน โดยเป็นวัยรุ่นมากถึง 1 ล้าน และอัตราการสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นจาก 14% ในปี 2564 เป็น 18.9% ในปี 2566

ผศ.ดร.นพ.วิชช์  เกษมทรัพย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “นักการเมืองไทย สมควรคำนึงถึงผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนตลอดจนผลกระทบอันเกิดต่อสังคมจากปัญหาบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าที่จะมาคิดถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ก็ไม่คุ้มค่าจริงตามที่อ้าง การที่ท่านมาให้ข่าวเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าเช่นนี้ ทำให้สังคมสงสัยว่า ท่านมีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ !!!!”