LEARNING
รมช.ศึกษาขอ7วันหารือเอ็มโอยูฉบับใหม่ ปมชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูลย้ำยึด'เด็ก'
ฉะเชิงเทรา-วันนี้ (13 ตุลาคม 2569) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และนางสาวปารมี ไวจงเจริญ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่โรงเรียนพุทธิรังสีพิบูล อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง กรณีโรงเรียนประกาศยกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับชมรมฟุตบอลพุทธิรังสีพิบูล หรือ “แตงโม ยูไนเต็ด” ซึ่งมีนักเรียนที่เกี่ยวข้องกว่า 160 คน โดยได้แยกหารือกับตัวแทนผู้ปกครองและชมรมฟุตบอล ก่อนรับฟังข้อมูลจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรของโรงเรียน
ระหว่างการหารือ ตัวแทนชมรมฟุตบอลและผู้ปกครองสะท้อนความกังวลต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยต้องการให้เด็กสามารถเรียนที่โรงเรียนเดิมและเล่นฟุตบอลกับชมรมต่อไปได้ พร้อมระบุว่าเด็กหลายคนมีความฝันและมุ่งหวังใช้ทักษะฟุตบอลต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคต ขณะที่ตัวแทนครูและบุคลากรของโรงเรียนให้ข้อมูลเกี่ยวกับการรับและย้ายนักเรียน การพิจารณาผลการเรียนและการเทียบโอนรายวิชา ตลอดจนความกังวลต่อบรรยากาศและความปลอดภัยภายในโรงเรียน ซึ่งแต่ละฝ่ายมีมุมมองต่อปัญหาแตกต่างกัน

นายอัครนันท์ กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาครั้งนี้ต้องให้ความสำคัญกับประโยชน์ของเด็กเป็นอันดับแรก แม้ทุกฝ่ายอาจไม่ได้ข้อยุติตรงตามความต้องการทั้งหมด แต่จำเป็นต้องถอยคนละก้าวและร่วมกันหาทางออก เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งของผู้ใหญ่กระทบต่อโอกาสทางการศึกษาและการเล่นกีฬาของนักเรียน
นายอัครนันท์ กล่าวอีกว่า จะขอเวลาประมาณ 7 วัน เพื่อนำข้อมูลและเอกสารที่ได้รับจากทั้งสองฝ่ายกลับไปตรวจสอบ ก่อนเชิญตัวแทนทั้งสองฝ่ายมาหารือร่วมกันอีกครั้งภายในหนึ่งสัปดาห์ โดยอาจจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ฉบับใหม่ เพื่อใช้เป็นแนวทางดำเนินกิจกรรมต่อไป ทั้งนี้ ต้องพิจารณาข้อมูลและความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นที่เข้าใจร่วมกัน
นายอัครนันท์ กล่าวถึงแนวทางคลี่คลายความขัดแย้งว่า จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและนำเอกสารมาพิจารณาร่วมกัน โดยขอให้ทุกฝ่ายใจเย็นและพูดคุยกันด้วยเหตุผล พร้อมระบุว่า ในฐานะคนกลางจะพยายามดำเนินการให้ดีที่สุด หากทุกฝ่ายมองเด็กเป็นที่ตั้งก็จะสามารถหาคำตอบได้ แต่หากยังยึดความต้องการของตนเองเป็นหลัก ก็ยากที่จะหาข้อยุติได้ แม้จะมีหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือมากเพียงใดก็ตาม ทุกฝ่ายจึงต้องร่วมกันหาทางออกโดยมีเด็กเป็นเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาครั้งนี้เกิดผลดีต่อนักเรียนมากที่สุด

การดูแลสถานการณ์ระหว่างรอข้อสรุป โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ควรมีกิจกรรมใดที่ก่อให้เกิดอันตรายหรือส่งผลกระทบต่อเด็ก พร้อมขอให้ทุกฝ่ายมีสติในการดำเนินกิจกรรมช่วงนี้ โดยคำนึงถึงโอกาสทางการศึกษาของนักเรียนและการได้เล่นฟุตบอลที่ชื่นชอบ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนและทำกิจกรรมกีฬาได้ต่อไป
