IN NEWS

นายกฯเผยผลสำเร็จIMF-World Bank ปักหลักหารือผู้นำ4ชาติหนุนไทยทุกด้าน



กรุงเทพฯ-นายกฯ เผยความสำเร็จไทยเจ้าภาพ IMF–World Bank สร้างความเชื่อมั่นเวทีโลก เร่งต่อยอดโอกาสลงทุน สร้างรายได้และอาชีพให้ประชาชน นอกจากนั้นไทยและมอนเตเนโกรหารือแนวทางขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยมอนเตเนโกรพร้อมสนับสนุนการเจรจา FTA ไทย–สหภาพยุโรป พร้อมเชื่อมโยงโอกาสทางการค้าระหว่างตลาดยุโรปกับอาเซียน ควบคู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและยังได้หารือคณะผู้แทนภาคเอกชนออสเตรเลีย เดินหน้ากระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ พร้อมชูศักยภาพประเทศไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจและโลจิสติกส์ของภูมิภาค เชิญชวนนักลงทุนออสเตรเลียขยายการลงทุนในตลาดทุน พลังงานสะอาด ดิจิทัล อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง และการศึกษา ย้ำความพร้อมของไทยในการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน เพื่อเสริมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่งคั่งร่วมกันอย่างยั่งยืน ต่อมาได้หารือกับอียิปต์ ซึ่งไทยและอียิปต์มุ่งกระชับความสัมพันธ์และยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ โดยใช้ศักยภาพของทั้งสองประเทศในฐานะประตูเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคอาเซียนและแอฟริกา ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างกัน ต่อยอดความร่วมมือสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกและนายกรัฐมนตรีไทย-ลิกเตนสไตน์ยินดีกับความสัมพันธ์ที่ราบรื่นมาอย่างยาวนาน พร้อมขยายความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพ เพื่อให้เกิดผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมและเป็นรากฐานความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต

วันนี้ (16 ตุลาคม 2569) เวลา 17.15 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายหลังการประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้ว่า ประเทศไทยได้รับการยอมรับและความชื่นชมจากผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก สะท้อนถึงความพร้อมและศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านโลจิสติกส์ สาธารณูปโภคพื้นฐาน ความมั่นคง และเศรษฐกิจ ตลอดจนธรรมาภิบาลและการดำเนินงานตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้แก่ประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมจากมากกว่า 190 ประเทศ และเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ประชาคมโลกได้เห็นศักยภาพของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวอ้างถึงความพร้อมของประเทศด้วยตนเอง เพราะความสำเร็จในการจัดงานเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การจัดประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยไม่มีข้อร้องเรียนหรือข้อบกพร่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการจัดงาน ผู้เข้าร่วมประชุมจึงเดินทางกลับพร้อมความประทับใจและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการนำความเข้มแข็งและความพร้อมที่ประเทศไทยได้แสดงให้ประชาคมโลกเห็น มาต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะการส่งเสริมธุรกิจการจัดประชุม นิทรรศการ และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (MICE) ซึ่งการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกครั้งนี้ช่วยแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการรองรับกิจกรรมสำคัญระดับนานาชาติ และสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องจากการจัดงานได้

นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ได้มีโอกาสพบหารือกับผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ และผู้แทนองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้ประเทศไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างความสัมพันธ์กับภาคส่วนต่าง ๆ ในระดับนานาชาติ โดยการหารือและการพบปะเหล่านี้อาจนำไปสู่การจับคู่ทางธุรกิจและความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่ประเทศไทยควรนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งข้าราชการประจำ ภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งร่วมกันทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศ แม้ก่อนหน้านี้จะมีความท้าทายเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องในการดำเนินงาน แต่ทุกฝ่ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่าเมื่อเป็นภารกิจสำคัญของประเทศ ทุกภาคส่วนสามารถร่วมมือกันขับเคลื่อนงานให้สำเร็จได้

“สิ่งสำคัญคือเราต้องนำความพร้อมและความเชื่อมั่นที่ได้รับในครั้งนี้ไปเปลี่ยนเป็นโอกาส เป็นรายได้ และเป็นอาชีพของพี่น้องประชาชนชาวไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าว 

นายกฯ มอนเตเนโกร พร้อมหนุน FTA ไทย–อียู 

นอกจากนั้นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าพบหารือกับนายมีลอยโค สปายิช (Milojko Spajić) นายกรัฐมนตรีมอนเตเนโกร ในโอกาสเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 โดยต่างแลกเปลี่ยนมุมมองและหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับมอนเตเนโกร โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

นายกรัฐมนตรีมอนเตเนโกรกล่าวถึงความคืบหน้าในการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ โดยมอนเตเนโกรพร้อมสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีมอนเตเนโกรยังเสนอให้มอนเตเนโกรเป็นสะพานเชื่อมไทยสู่ตลาดยุโรปตะวันออก ขณะที่ไทยสามารถเป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนให้แก่มอนเตเนโกร ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า ประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ล้วนมีศักยภาพในการสร้างความร่วมมือที่ก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน โดยไทยพร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์กับมอนเตเนโกรในมิติต่าง ๆ เพื่อแสวงหาโอกาสและผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งสองฝ่ายยังเห็นถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ซึ่งฝ่ายมอนเตเนโกรสนใจส่งเสริมให้ประชาชนเดินทางมารับบริการด้านสุขภาพในประเทศไทย ขณะที่ไทยมีศักยภาพในการส่งเสริมบริการนวดแผนไทยในมอนเตเนโกร

ด้านการค้า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญของการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกัน โดยมุ่งแสวงหาโอกาสและต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจในสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพร่วมกัน

สำหรับความมั่นคงทางอาหาร มอนเตเนโกรมองประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญด้านอาหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับการพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าและการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในอนาคต

นายกฯ ชูศักยภาพไทยดึงดูดนักลงทุนออสเตรเลีย

นายอนุทิน พบหารือกับ นายพาโบล ชีโฮ คัง (H.E. Mr. Pablo Chiho Kang) เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย พร้อมคณะผู้แทนภาคเอกชนออสเตรเลีย โดยเป็นนักลงทุนสถาบันกองทุนการเงิน (Australian Institutional Investors) ที่มีความสนใจลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย ในห้วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่ากองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลกประจำปี 2569

โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวต้อนรับคณะ พร้อมย้ำความสำคัญของการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ โดยการเยือนออสเตรเลียอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมลงนามถ้อยแถลงว่าด้วยการกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนระหว่างกัน ทั้งนี้ นับตั้งแต่การลงนามความตกลงการค้าเสรีไทย–ออสเตรเลีย (TAFTA) มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจและโลจิสติกส์ของภูมิภาค ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงกับตลาดในภูมิภาค และความพร้อมรองรับการลงทุน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนออสเตรเลียขยายการลงทุนในไทย โดยเฉพาะตลาดทุน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงธุรกิจไทยที่ต้องการเงินทุนระยะยาวเพื่อขยายกิจการและพัฒนานวัตกรรมเข้ากับนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา ผ่านโครงการ BOI-to-IPO

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีความยืดหยุ่น โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือรายใหญ่ทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ S&P, Fitch และ Moody’s ยังคงให้แนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ในระดับมีเสถียรภาพ ขณะที่รัฐบาลมุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดของโลกภายในปี 2573 พร้อมปรับปรุงกฎระเบียบ ลดขั้นตอนการดำเนินธุรกิจ ขยายบริการภาครัฐดิจิทัล และยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาล เพื่อส่งเสริมการลงทุนและสนับสนุนเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571

สำหรับสาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ 5 ด้าน ได้แก่

1.เกษตรกรรมและอุตสาหกรรมอาหาร ต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการแปรรูปอาหารของไทยกับเทคโนโลยีการเกษตรของออสเตรเลีย รวมถึงระบบห่วงโซ่ความเย็นและโลจิสติกส์

2.พลังงานสะอาดและระบบกักเก็บพลังงาน รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน

3.ดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยและความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี

4.การผลิตขั้นสูงและการพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมและรองรับการลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง

5.การศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ขยายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาของทั้งสองประเทศ รวมถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งวิทยาเขตของ University of New South Wales ในประเทศไทย

ด้านเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยชื่นชมความสำเร็จของไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก พร้อมระบุว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากการที่นายกรัฐมนตรีนำคณะนักธุรกิจไทยเยือนออสเตรเลีย โดยภาคเอกชนออสเตรเลียสนใจขยายความร่วมมือกับไทยในสาขา AI พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการเงินที่ยั่งยืน

ขณะที่ผู้แทนภาคเอกชนออสเตรเลียแสดงความพร้อมสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ พร้อมเสนอให้ขยายความร่วมมือด้านการศึกษา เชื่อมโยงมหาวิทยาลัยเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และพัฒนาบุคลากรไทย ตลอดจนแสดงความสนใจในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย

ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยและออสเตรเลียจะร่วมฉลองครบรอบ 75 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 พร้อมแสดงความหวังที่จะต้อนรับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียและคณะนักลงทุนกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง

นายกรัฐมนตรีย้ำในช่วงท้ายว่า ไทยให้ความสำคัญกับออสเตรเลียในฐานะหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และพร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อผลักดันโอกาสการลงทุนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยรัฐบาลมุ่งสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และเอื้อต่อการลงทุน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่น ต่อยอดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ และสร้างความมั่งคั่งร่วมกันอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ

ไทย-อียิปต์เดินหน้าขยายการค้าและการลงทุน เชื่อมโอกาสทางเศรษฐกิจไทย-อาเซียน 

นายอนุทิน พบหารือกับนายบัดร์ อับเดลอาฏี (Badr Abdelatty) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และชาวอียิปต์ที่อยู่นอกประเทศ สาธารณรัฐอาหรับอียิปต์ เพื่อกระชับความสัมพันธ์และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับอียิปต์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อียิปต์เป็นประเทศแรกในทวีปแอฟริกาที่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย โดยการพบหารือครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยฝ่ายอียิปต์ได้แสดงความชื่นชมประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) พร้อมใช้โอกาสการเยือนประเทศไทยครั้งนี้พบหารือกับภาคเอกชนและกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและแสวงหาแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ ในหลายมิติ

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของไทยและอียิปต์ในการเป็นประตูเชื่อมโยงสู่ภูมิภาค โดยไทยสามารถเป็นประตูสู่อาเซียน ขณะที่อียิปต์เป็นประตูสู่ทวีปแอฟริกา ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้ทั้งสองประเทศขยายความร่วมมือและเชื่อมโยงตลาดระหว่างกันได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าของภูมิภาคของตน และสามารถต่อยอดความร่วมมือเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ ฝ่ายอียิปต์ได้เชิญนายกรัฐมนตรีไทยเดินทางเยือนอียิปต์อย่างเป็นทางการในปี 2570 เพื่อสานต่อความสัมพันธ์และผลักดันความร่วมมือระหว่างกันให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยการเยือนดังกล่าวจะเป็นอีกโอกาสในการขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือในสาขาที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพร่วมกัน อันจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอียิปต์ และสร้างประโยชน์ให้แก่ทั้งสองประเทศในระยะยาว

ไทย-ลิกเตนสไตน์ ดันความตกลงThailand- EFTA เว้นเก็บภาษีซ้อน 

นายอนุทิน ได้พบหารือกับนางบริกิทเทอ ฮาส (H.E. Mrs. Brigitte Haas) นายกรัฐมนตรีราชรัฐลิกเตนสไตน์ ในโอกาสเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 2569 (IMF-WBG Annual Meeting 2026)

นายกรัฐมนตรีทั้งสองประเทศยินดีกับความสัมพันธ์ที่ดีและแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะความสัมพันธ์อันใกล้ชิดในระดับราชวงศ์ไทย-ลิกเตนสไตน์ โดยปัจจุบันทั้งสองประเทศมีความตกลงการค้าเสรีไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (Thailand - EFTA FTA)  เพื่อกระตุ้นการค้าและการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น  โดยความตกลงดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2570 นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการขยายความร่วมมือในด้านตราสารการเงิน และการจัดทำอนุสัญญาเว้นการเก็บภาษีซ้อน (DTA) โดยกระทรวงการคลังจะเป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินการเรื่องนี้ต่อไป

ด้านนายกรัฐมนตรีลิกเตนสไตน์ได้กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการลงทุนว่า ลิกเตนสไตน์มีศักยภาพในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยปัจจุบัน มีภาคเอกชนลิกเตนสไตน์ลงทุนด้านการก่อสร้างขนาดใหญ่ในประเทศไทย และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารเคลือบยานอวกาศ (Spacecraft Coating) ซึ่งปัจจุบัน ลิกเตนสไตน์ได้ร่วมมือด้านเทคโนโลยีนี้กับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Aeronautics and Space Administration: NASA)  
   
สำหรับด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีลิกเตนสไตน์รับพิจารณาเรื่องการยกเลิกวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) สำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่มีจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวที่ลิกเตนสไตน์ ตามความประสงค์ของรัฐบาลไทย

ด้านศาสนา ลิกเตนสไตน์กล่าวขอบคุณประเทศไทยที่ได้มอบพระไตรปิฎกแก่รัฐบาลลิกเตนสไตน์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยปัจจุบันรัฐบาลลิกเตนสไตน์ได้เก็บรักษาพระไตรปิฎกไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติ

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกำหนดการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum (WEF) ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ในห้วงเดือนมกราคม 2570 ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาการเดินทางเยือนลิกเตนสไตน์ในห้วงเวลาดังกล่าวด้วย

​"การเยือนไทยครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีลิกเตนสไตน์เพื่อเข้าประชุมฯ ในครั้งนี้ เป็นนิมิตหมายอันดีในการกระชับความสัมพันธ์และขยายความร่วมมือให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเงิน และความร่วมมือในเวทีโลก เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนทั้งสองประเทศ" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว