IN NEWS
รมต.คลังหารือ6ขุนคลังของเอเชีย-ยุโรป เพิ่มโอกาสตลาดทุนและการเงินในภูมิภาค
กรุงเทพฯ-“เอกนิติ” หารือเลขาธิการการคลังฮ่องกง เชื่อมตลาดทุน-หนุน Dual Listing เพิ่มโอกาสระดมทุนระดับสากลและได้หารือรัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส ต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ-การลงทุน หนุนพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี AI นอกจากนี้ไทย-อินเดียหารือขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน SMEs หนุนการเงินดิจิทัล เชื่อมโยงเศรษฐกิจเอเชียใต้-อาเซียนและหารือบาห์เรน เปิดโอกาสเชื่อมตลาดทุนและการเงินอิสลาม ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจไทยสู่ภูมิภาคอ่าวอาหรับ ส่วนผู้ช่วยรัฐมนตรีคลัง ร่วมเวทีเสวนาระดับสูงในฐานะประเทศเจ้าภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ผลักดันความร่วมมือระดมทุนเพื่อเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนและ หารือ S&P Global Ratings เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่น ดันลงทุนเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย
“เอกนิติ” หารือเลขาธิการการคลังฮ่องกงเชื่อมตลาดทุน–หนุน Dual Listing

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือทวิภาคีกับ Paul Chan Mo-po เลขาธิการการคลังเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การเงิน และการลงทุน โดยมุ่งเชื่อมโยงการลงทุนกับตลาดทุน เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทานระหว่างจีนกับอาเซียน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Bank of Investment: BOI) และตลาดทุน เพื่อสนับสนุนบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนให้สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (Initial Public Offering: IPO) โดยเฉพาะในสาขาการแพทย์และสุขภาพ เกษตรอัจฉริยะ และอาหาร
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางส่งเสริมการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง (Dual Listing) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทไทยเข้าจดทะเบียนทั้งในตลาดหลักทรัพย์ไทยและฮ่องกง อันจะช่วยเพิ่มช่องทางการระดมทุนและขยายฐานนักลงทุนในระดับสากล ทั้งนี้ ฝ่ายฮ่องกงได้เชิญรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 (APEC Finance Ministers’ Meeting) ระหว่างวันที่ 21–22 ตุลาคม 2569 ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินในระดับภูมิภาค
หารือรัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส ต่อยอดหุ้นส่วนเศรษฐกิจ–การลงทุน

นอกจากนี้รัฐมนตรีคลังยังด้หารือกับ Mr. Roland Lescure รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การคลัง และอธิปไตยด้านอุตสาหกรรม พลังงาน และดิจิทัล สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างสองประเทศ ในโอกาสครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส โดยมุ่งต่อยอดแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย–ฝรั่งเศส ปี 2569–2571 พร้อมส่งเสริมการลงทุนคุณภาพสูงในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และ AI เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าเป็นมาตรการที่จะช่วยผลักดันส่งเสริมให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในบริบทของเศรษฐกิจสีเขียวอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงความคืบหน้าของกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ของประเทศไทย โดยไทยให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานนโยบายและกฎระเบียบให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล พร้อมส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับฝรั่งเศส เพื่อสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD และวางรากฐานความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศให้เข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว
ไทย–อินเดียหารือขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน SMEs

ก่อนหน้านี้ดร.เอกนิติ ได้หารือทวิภาคีกับ Nirmala Sitharaman รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินเดีย ระหว่างการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 เพื่อกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างสองประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการขยายโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลทางเลือกมาใช้ประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิต โดยเฉพาะโครงการพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต ARI Score ของไทย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่มีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อจำกัดสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอินเดียในการใช้ข้อมูลและ AI สนับสนุนการพิจารณาสินเชื่ออย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังหารือแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (BIMSTEC) และกลุ่ม BRICS โดยเฉพาะการพัฒนาระบบชำระเงินดิจิทัล การเชื่อมโยงทางการเงิน และการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง ตลอดจนการขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานระหว่างเอเชียใต้กับอาเซียน โดยไทยพร้อมใช้บทบาทการเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างสองภูมิภาค เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับความร่วมมือทางการเงินให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว
“เอกนิติ” หารือบาห์เรน เปิดโอกาสเชื่อมตลาดทุนและการเงินอิสลาม

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือทวิภาคีกับ Sheikh Salman bin Khalifa Al Khalifa รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเศรษฐกิจแห่งชาติบาห์เรน ในช่วงการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก ประจำปี 2569 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างสองประเทศ ในโอกาสที่ไทยและบาห์เรนจะครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 โดยทั้งสองฝ่ายมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านระบบชำระเงินดิจิทัล การเชื่อมโยงบริการทางการเงินข้ามพรมแดน และการป้องกันการฉ้อโกงทางการเงิน ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการกำกับดูแลและการพัฒนาระบบการเงินให้มีความมั่นคง ปลอดภัย และรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังมุ่งขยายความร่วมมือด้านการเงินอิสลาม ผ่านสถาบันการธนาคารและการเงินแห่งบาห์เรน (Bahrain Institute of Banking and Finance: BIBF) และองค์การการบัญชีและการตรวจสอบสำหรับสถาบันการเงินอิสลาม (Accounting and Auditing Organization for Islamic Financial Institutions: AAOIFI) ตลอดจนการขยายความร่วมมือด้านตลาดทุนและการลงทุน เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างกัน โดยใช้บาห์เรนเป็นช่องทางสู่ตลาดกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าและ
การลงทุน พร้อมยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการเงินระหว่างไทยกับภูมิภาคตะวันออกกลางในระยะยาว
ผู้ช่วยรัฐมนตรีคลัง ร่วมเวทีเสวนาขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เข้าร่วมเวทีเสวนาระดับสูงในฐานะประเทศเจ้าภาพ ในหัวข้อ “Financing a Resilient Green Economy” เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินระดับโลก เกี่ยวกับบทบาทของภาคการเงินในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการระดมเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ส่วนหนึ่งของการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ร่วมกับ ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการพัฒนาอย่างยั่งยืน MR.Paschal Donohoe กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่ด้านองค์ความรู้ (Managing Director and Chief Knowledge Officer) กลุ่มธนาคารโลก Dr. Ma Jun ประธานสถาบันการเงินและความยั่งยืน (Institute of Finance and Sustainability: IFS) และประธานเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านการลงทุนอย่างยั่งยืน (Capacity-building Alliance of Sustainable Investment: CASI) และ Mr. Jean-Paul Servais ประธานคณะกรรมการองค์การคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ระหว่างประเทศ (International Organization of Securities Commissions: IOSCO) และประธานหน่วยงานกำกับดูแลบริการและตลาดการเงินของเบลเยียม (Financial Services and Markets Authority: FSMA) พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ Annie Koh ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านการเงิน (ภาคปฏิบัติ) ของ Singapore Management University
โดยบนเวทีเสวนาระดับสูงได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน บทบาทของภาคการเงินในการสนับสนุนเงินทุนและการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจและชุมชนในระดับท้องถิ่น โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการเงิน ธนาคารเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกที่สำคัญในการระดมทรัพยากรและขับเคลื่อนการลงทุน เพื่อวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุล ยืดหยุ่น และยั่งยืนในระยะยาว
หารือ S&P Global Ratings ดันลงทุนเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทย

นายสันติธาร ได้หารือกับ Mr. Roberto Sifon-Arevalo และ Mr. Kim Eng Tan กรรมการผู้จัดการ จาก S&P Global Ratings เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการคลังของไทย พร้อมนำเสนอแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลที่มุ่งผลักดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวมากกว่าร้อยละ 3 ต่อปีและเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จากประมาณร้อยละ 22–23 เป็นร้อยละ 30 เพื่อยกระดับผลิตภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ถ่ายทอดเทคโนโลยี และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพื่อเพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการคลัง การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน และการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้การประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569
