POLITICS

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์​กางสถิติ 'เสื้อผ้า-รถยนต์-จองที่พัก’แชมป์ถูกหลอก



กรุงเทพฯ-ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตฉอ.ตร.) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ เปิดสถิติคดีในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังมีการดำเนินการสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวง ตั้งแต่วันที่ 11-17 ต.ค. 69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 6,033 คดี มูลค่าความเสียหาย 273 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงวันที่ 4-10 ต.ค. 69 คดีที่รับแจ้งความมีจำนวนลดลง 230 คดี เช่นเดียวกับมูลค่าความเสียหายที่ลดลงกว่า 10 ล้านบาท

ข้อมูลคดีรับแจ้งความออนไลน์ในรอบสัปดาห์ มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC รวมทั้งสิ้น4,542 คดี เฉลี่ยตกวันละประมาณ 649 คดี ซึ่งลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้า (วันที่ 4–10 ตุลาคม 2569)คิดเป็น 3.1% แต่มียอดความเสียหายรวมสูงขึ้น เป็น 76.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าถึง 13.34 ล้านบาท คิดเป็น 21.2% โดยมีค่ากลางของมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 2,800 บาทต่อคดีแต่คดีที่มีมูลค่าความเสียหายเกิน 20,000 บาท มีจำนวน 407 คดี คิดเป็น 9% ของคดีทั้งหมด แต่ในส่วนนี้ กลับสร้างความเสียหายรวมกันสูงถึง 79.8% ของยอดความเสียหายภาพรวมทั้งหมดในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะในคดีหลอกลวงด้านสินค้าและบริการ พบว่าตัวเลขความเสียหายรวมยังคงน่าเป็นห่วง แม้จำนวนคดีโดยรวมจะลดลง แต่มูลค่าความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้ในการหลอกลวงผู้เสียหายมากที่สุด ในรอบสัปดาห์นี้ ได้แก่
1.Facebook ที่มี สูงถึง 74.3%
2.Line 6.5%
3.TikTok 6.1%

ประเภทสินค้าที่ถูกใช้หลอกลวงมากที่สุด ในรอบสัปดาห์นี้ ได้แก่
1.เสื้อผ้า มีการแจ้งความ จำนวน 549 คดี
2.รถยนต์และยานพาหนะ มีการแจ้งความ 525 คดี
3.สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว มีการแจ้งความประมาณ 505 คดี

ขณะที่ กลุ่มผู้เสียหาย ทีมวิเคราะห์พบว่าเป็นเพศหญิง 55.8% มีอายุเฉลี่ย 34 ปี และเพศชาย 44.2% มีอายุเฉลี่ย 37 ปี โดยกลุ่มอายุที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุดคือช่วงวัย 20–29 ปี คิดเป็น 28% และยังพบข้อมูลบัญชีม้า ที่ถูกใช้ในการรับโอนเงินซ้ำ ตั้งแต่ 2 คดีขึ้นไป มีจำนวนถึง 804 บัญชี ซึ่งเกี่ยวข้องกับจำนวนคดีรวมกันสูงถึง 1,923 คดี

ทั้งนี้ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ขอเตือนภัยและเน้นย้ำประชาชน  ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ ควรหลีกเลี่ยงการตกลงซื้อขายนอกระบบหรือโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะ แพลตฟอร์ม Facebook, Instagram (IG) และ X (Twitter) เป็นช่องทางที่มิจฉาชีพมักใช้หลอกลวงมากที่สุด เพราะเป็นการโอนเงินให้กับผู้ค้าโดยตรง ไม่สามารถคุ้มครองผู้ซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งขอให้ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของผู้ขายอย่างละเอียด ระมัดระวังสินค้าที่มีราคาถูกเกินจริง โดยเฉพาะ เสื้อผ้าแฟชั่น รถมือสอง ที่พักราคาถูก รวมไปถึงของสะสมที่หายาก ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้ในการดึงดูดความสนใจขอให้สังเกตพฤติการณ์ของกลุ่มมิจฉาชีพ ดังต่อไปนี้

- มักจะสร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอมหรือเลียนแบบของจริง
- มีการยิงแอดโฆษณาโปรโมทสินค้าที่กำลังเป็นที่ต้องการ
- มีการโพสต์ราคาที่ถูกเกินจริง

เมื่อผู้เสียหายสนใจไปคอมเมนต์ แอดมินจะไม่ส่งรายละเอียดให้ทันที แต่จะให้ทักข้อความเข้าไปสอบถามส่วนตัว จากนั้นแอดมินจะเสนอโพรโมชัน หรือเร่งรัดให้โอนเงิน อ้างว่าสินค้ามีจำนวนจำกัด หรือต้องรีบจองสิทธิ์ด่วน ก่อนจะบล็อกช่องทางการติดต่อทันที หากเจอขั้นตอนลักษณะนี้ เป็นมิจฉาชีพอย่างแน่นอน

ดังนั้นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ขอให้ประชาชนเลือกซื้อสินค้าออนไลน์จากแพลตฟอร์ม เช่น TikTok, Lazada, Shopee ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่มีระบบ “กระเป๋าเงินกลาง” และต้องโอนเงินผ่านบัญชีตามชื่อแพลตฟอร์มนั้นๆ เช่น TikTok Shop, Lazada Wallet และShopeePay ซึ่งเป็นระบบที่แพลตฟอร์มจะรับเงินจากผู้ซื้อไว้ชั่วคราว จะโอนเงินให้ผู้ขายก็ต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าเรียบร้อยแล้วและยืนยันว่าถูกต้องตรงตามที่สั่งซื้อ หากเกิดปัญหา เช่น ไม่ได้รับสินค้า, สินค้าปลอม หรือไม่ตรงปก ผู้ซื้อสามารถร้องเรียนได้ โดยแพลตฟอร์มดังกล่าวจะตรวจสอบและระงับการโอนเงินให้ผู้ขาย โดยเฉพาะการซื้อผ่าน TikTok ควรซื้อผ่านการปักตะกร้าเท่านั้น ดังนั้น หากพบเจอพฤติกรรมต้องสงสัยหรือตกเป็นผู้เสียหาย สามารถโทรแจ้งสายด่วนศูนย์ AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะที่จังหวัดที่ได้รับแจ้งความมากที่สุด ในสัปดาห์นี้พบว่า
1.กรุงเทพมหานคร มีการแจ้งความไว้ 128 คดี มูลค่าความเสียหาย 11.4 ล้านบาท
2.สมุทรปราการ มีการแจ้งความไว้ 37 คดี มูลค่าความเสียหาย 24.4 ล้านบาท
3.ปทุมธานี มีการแจ้งความไว้ 29 คดี มูลค่าความเสียหาย 2.2 ล้านบาทและยังคงพบว่าผู้หญิงตกเป็นเหยื่อมากกว่าผู้ชาย และยังคงเป็นกลุ่มอายุ 21-30 ปี ที่ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงสุดที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังครองสถิติจำนวนผู้เสียหายสูงสุดใน 3 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ อันดับ 2 คดีหลอกลวงโดยการแอบอ้างบุคคลอื่น และอันดับที่ 3 คดีหลอกลวงด้านการจ้างงาน ขณะที่รายงานผลการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา

- ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.3 บก.ปคม. รับตัวคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับจาก สปป.ลาว รวม 39 คน ที่ให้การสอดคล้องกันว่าไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนันออนไลน์ ที่ ST Vegas Entertainment International Club นครหลวงเวียงจันทน์ (ในจำนวนนี้ มีในเครือ 17 เว็บไซต์ ที่มีเจ้าของเป็นคนไทย) ก่อนนำตัวดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.จัดหางานฯ

- ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย ส.ทล.5 กก.5 บก.ทล. จับกุมคนไทย 2 ราย และ ชาวจีน 1 ราย บริเวณ ​ทล.1 หน้า สภ.เมืองพะเยา จังหวัดพะเยา หลังผู้ต้องหาชาวไทย รับว่าจ้างจาก “พี่ต๋อง” ซึ่งติดต่อผู้ต้องหา​ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ ให้นำพาชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง เป็นเงินค่าจ้างต่อเที่ยว 14,000 บาท

ซึ่งตกลงจ่ายเป็นเงินสดเมื่อส่งชาวจีนถึงปลายทาง โดยผู้ต้องหาชาวไทยซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับ มากับแฟนสาว ขับรถไปรับชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองที่หน้ามหาวิทยาลัยราชมงคลลำปาง ต.พิชัย อ.เมืองลำปาง จ.ลำปาง ไปส่งที่บ้านเช่าน้ำลัด ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย

เบื้องต้น แจ้งข้อหาร่วมกันซ่อนเร้น และช่วยเหลือคนต่างด้าวให้พ้นจากการจับกุมแก่ผู้ต้องหาชาวไทย และแจ้งข้อหาคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาตแก่ผู้ต้องหาชาวจีน

 “การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”