SUSTAINABILITY
TEIชี้น้ำท่วมปราจีนบุรีเสี่ยงมลพิษอุตฯ ชู5แนวทางตรวจสอบต้นตอสารปนเปื้อน
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชนที่ขับเคลื่อนงานด้านสิ่งแวดล้อมมากว่า 33 ปี ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดปราจีนบุรีหลังเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับน้ำเสีย น้ำชะกากอุตสาหกรรม และสารปนเปื้อนที่อาจแพร่กระจายจากพื้นที่จัดเก็บและบำบัดของเสียไปยังพื้นที่เกษตรกรรม แหล่งน้ำสาธารณะ และชุมชนโดยรอบ ชี้จำเป็นต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ เพื่อระบุแหล่งกำเนิด ชนิดและปริมาณสารมลพิษ ตลอดจนขอบเขตการแพร่กระจายและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน พร้อมเสนอ 5 แนวทางสำคัญในการจัดการปัญหาอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ
จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะบริเวณใกล้สถานประกอบการอุตสาหกรรมที่มีการจัดเก็บและบำบัดของเสีย รวมทั้งโรงงานประเภทรีไซเคิลที่เป็นที่รวบรวมของเสีย พบข้อกังวลเกี่ยวกับคราบสีรุ้งคล้ายน้ำมันและการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้เข้าตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมมลพิษในเบื้องต้นแล้วและการรายงานคุณภาพน้ำ และการรายงานคุณภาพน้ำจากหน่วยงานบอกว่าคุณภาพน้ำอยู่ในระดับมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การประเมินผลกระทบจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและครอบคลุม เพื่อให้สามารถยืนยันระดับความเสี่ยงและกำหนดมาตรการแก้ไขได้อย่างถูกต้อง
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่อุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียงปัญหาการระบายน้ำหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านมลพิษสิ่งแวดล้อม หากระบบกักเก็บสารเคมี น้ำเสีย และกากอุตสาหกรรมได้รับความเสียหายจนเกิดการรั่วไหลหรือแพร่กระจายออกสู่พื้นที่โดยรอบ จึงจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การปนเปื้อนระบบนิเวศทั่วห่วงโซ่ที่สามารถพิสูจน์และตรวจสอบย้อนกลับได้
"สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ เราต้องตอบให้ได้ว่าสารมลพิษที่พบคืออะไร มาจากแหล่งใด มีปริมาณมากน้อยเพียงใด และแพร่กระจายไปถึงพื้นที่ไหนบ้าง เพราะสิ่งที่มองเห็นบนผิวน้ำ ไม่ว่าจะเป็นคราบน้ำมันสีรุ้ง กลิ่นผิดปกติ หรือการตายของสัตว์น้ำ ล้วนเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องเร่งตรวจสอบ แต่ไม่สามารถใช้ยืนยันสาเหตุทั้งหมดได้โดยลำพัง การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยข้อเท็จจริงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่การคาดการณ์หรือด่วนสรุป"
ทั้งนี้ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยเสนอ 5 แนวทางสำคัญในการตรวจสอบและจัดการปัญหามลพิษจากสถานการณ์น้ำท่วม ได้แก่
1. ตรวจสอบแหล่งกำเนิดและเส้นทางการแพร่กระจายของมลพิษ โดยสำรวจโรงงานและสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม หรือที่มีร่อยรอยการปล่อยน้ำเสีย โดยเฉพาะพื้นที่จัดเก็บสารเคมี บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรม โรงงานรีไซเคิล และระบบบำบัดน้ำเสียหรือของเสีย เพื่อตรวจสอบความเสียหาย จุดเสี่ยงต่อการรั่วไหล และเส้นทางน้ำที่อาจพาสารปนเปื้อนไปสู่แหล่งน้ำ พื้นที่เกษตรกรรม และชุมชน ซึ่งการระบุแหล่งกำเนิดต้องมีหลักฐานเชื่อมโยงอย่างชัดเจน
2. ตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำ ดิน ตะกอน และสิ่งมีชีวิตในพื้นที่เสี่ยง โดยเก็บตัวอย่างให้ครอบคลุมทั้งต้นทาง เส้นทางการไหล และพื้นที่ปลายน้ำ พร้อมตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำและสารปนเปื้อนที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ความเป็นกรด-ด่าง (pH) สารอินทรีย์ (BOD/COD) ของแข็งแขวนลอย น้ำมันและไขมัน รวมถึงโลหะ
หนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และสารหนู ซึ่งเป็นสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับกิจการอุตสาหกรรมในพื้นที่ ตลอดจนตรวจสอบการสะสมของสารในดิน ตะกอน และสัตว์น้ำหรือสารพิษ เพื่อประเมินผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว
3. ประเมินความเป็นพิษและแยกแยะสาเหตุของผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรอบด้าน เนื่องจากความผิดปกติของแหล่งน้ำอาจไม่ว่าจะเป็น คราบสีรุ้ง กลิ่นเหม็น หรือการตายของสัตว์น้ำเป็นสัญญาณที่ต้องตรวจสอบ เพราะสาเหตุเหล่านี้เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งภาวะออกซิเจนในน้ำต่ำ การย่อยสลายสารอินทรีย์ หรือการปนเปื้อนของสารเคมี จึงควรพิจารณาการทดสอบความเป็นพิษของน้ำโดยรวม (Toxicity) เพื่อประเมินผลกระทบจากสารหลายชนิดที่อาจเกิดขึ้นร่วมกัน และนำผลตรวจมาใช้วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง
4.เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเผยแพร่ผลตรวจวิเคราะห์ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย ทั้งจุดเก็บตัวอย่าง ชนิดและปริมาณสารที่ตรวจพบตาม เกณฑ์มาตรฐานที่ใช้เปรียบเทียบ รวมถึงแผนที่พื้นที่เสี่ยงและความคืบหน้าการดำเนินงาน พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชน นักวิชาการ และหน่วยงานอิสระมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ร่วมกันได้
5. เร่งควบคุมมลพิษและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการหยุดการรั่วไหล ป้องกันการแพร่กระจาย เก็บกู้สารปนเปื้อน และจัดการของเสียอย่างถูกวิธี ควบคู่กับการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การทำเกษตรกรรม และการจับสัตว์น้ำมาบริโภค พร้อมกำหนดแผนฟื้นฟูและติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องจนมั่นใจว่าความเสี่ยงลดลงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ดร.วิจารย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ผลตรวจวิเคราะห์บางรายการอาจอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยืนยันความปลอดภัยของทุกพื้นที่ได้ หากยังไม่มีการตรวจสอบอย่างครอบคลุมทั้งชนิดของสาร จุดเสี่ยง และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว โดยเฉพาะสารปนเปื้อนที่อาจสะสมอยู่ในดินและตะกอนหลังน้ำลด ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญไม่แพ้การจัดการน้ำเสียในช่วงเกิดเหตุ
"การจัดการมลพิษจากน้ำท่วมต้องไม่จบเพียงการสูบน้ำออกหรือกำจัดคราบที่มองเห็น แต่การจัดการปัญหาน้ำเสียและมลพิษจากน้ำท่วมในจังหวัดปราจีนบุรีต้องตั้งอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ ควบคู่ไปกับการตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีสารตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และจะฟื้นฟูพื้นที่ให้ประชาชนกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัยอย่างไร ที่สำคัญ ประชาชนต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และตรวจสอบได้ เพราะความโปร่งใสคือพื้นฐานสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมให้กับชุมชน"
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยย้ำว่า การรับมือกับปัญหามลพิษจากสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดปราจีนบุรี จำเป็นต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม นักวิชาการ และประชาชน เพื่อค้นหาข้อเท็จจริง ระบุแหล่งกำเนิดและผู้รับผิดชอบตามหลักฐาน ตลอดจนวางมาตรการป้องกันและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการปกป้องสุขภาพประชาชน ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และป้องกันไม่ให้ปัญหาลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำในอนาคตรวมทั้งการสื่อสารข้อมูลวิทยาศาสตร์สู่สาธารณะในวงกว้างต่อไป
เรียบเรียงโดย : ดร. วิจารย์ สิมาฉายาผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
