POLITICS

เครือข่ายสุขภาพชี้ปชช.ไม่เห็นด้วย89% ร่างแก้ไขกม.กองทุนสร้างเสริมสุขภาพ



กรุงเทพฯ-เครือข่ายสุขภาพ  “ค้านร่างแก้ไขกฎหมายกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ”  ชี้ประชาชนจำนวนมากไม่เห็นด้วยสูงถึง 89% ต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะเป็นการทำลายกลไกสร้างเสริมสุขภาพของคนไทย อีกทั้งยังเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจสุราและยาสูบ                                                                                                                                                                                                           

เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2569 เครือข่ายด้านสุขภาพ ประกอบด้วย ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (สสท.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ หน่วยวิชาการเครือข่ายนักสาธารณสุขจัดการปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ (สปสส.) เครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้าและเครือข่ายเยาวชน ยื่นหนังสือถึง ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา ให้ถอนร่างแก้ไขกฎหมายกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ตามที่ทางสภาผู้แทนราษฎร มีการรับฟังความเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ ทางเว็บไซต์ของสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวันที่ 30 กันยายน 2569 ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 นั้น ผลปรากฏว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ถึงร้อยละ 89.47 ในขณะที่มีผู้เห็นด้วยเพียงร้อยละ 9.33 เท่านั้น ย่อมแสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งภายหลังจึงได้มีการเผยแพร่รายงานผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจาก ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ตามมา

ในนามของเครือข่ายด้านสุขภาพ เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ สมควรถูกเพิกถอนไม่นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา เนื่องจาก พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันของประเทศไทย ถือเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่สร้างกลไกภาษีจัดสรรเฉพาะ (earmarked tax) จากภาษีสุราและยาสูบ เพื่อดำเนินงานลดการบริโภคสุราและยาสูบ รวมทั้งงานสร้างเสริมสุขภาพอื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่องปราศจากการแทรกแซงจากธุรกิจและการเมือง จนได้รับการยกย่องและเป็นแบบอย่างในระดับสากล โดยปัจจุบันมีกว่า 80 ประเทศ ที่ใช้กลไกภาษีจัดสรรเฉพาะเพื่อนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ ทั้งนี้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ที่ต้องการยกเลิกกลไกภาษีจัดสรรเฉพาะเป็นการทำลายกลไกสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ของประเทศไทย ส่งผลให้งานสร้างเสริมสุขภาพขาดเสถียรภาพและความต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจสุราและยาสูบ การอ้างว่า พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ขัดต่อ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อยกเลิกกฎหมายไม่สอดคล้องกับบทเฉพาะกาลตาม ม.82 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งรับรองให้กองทุนจาก Earmarked tax ที่มีอยู่เดิมก่อนกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐประกาศใช้สามารถดำเนินการต่อไปได้ การยกเลิก Earmarked tax โดยสิ้นเชิงไม่ได้สะท้อนวินัยทางการคลังที่แท้จริง เนื่องจากหัวใจสำคัญควรอยู่ที่ความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และความโปร่งใส

ผลกระทบโดยรวมที่อาจเกิดขึ้นจาก ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่ระบุว่า การลดภาระภาษีแฝงให้กลุ่มทุน (แต่รัฐเสียรายได้) เงิน 2% นี้เป็นภาษีส่วนเพิ่ม (Surcharge Tax) ที่เรียกเก็บโดยตรงจากบริษัทผู้ผลิตสุราและยาสูบ หากยกเลิกไป เม็ดเงินรวมกว่า 14,000 ล้านบาท จะสลับกลับคืนเข้ากระเป๋าของอุตสาหกรรมเหล้า-บุหรี่ทันที (ไม่ใช่คืนให้กรมสรรพสามิต) ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนลดลง มีงบทำการตลาดมากขึ้น และอาจทำให้ราคาสินค้าทำลายสุขภาพเหล่านี้ถูกลง ซึ่งจะไปกระตุ้นยอดขายและการบริโภคในสังคมให้สูงขึ้น

ภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของรัฐเพิ่มสูงขึ้นเมื่อการรณรงค์ลดปัจจัยเสี่ยง (สร้างนำซ่อม) ขาดงบประมาณที่ต่อเนื่องและแน่นอน อาจส่งผลให้อัตราผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง หรือผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางถนนพุ่งสูงขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลมหาศาลผ่านกองทุนบัตรทอง (สปสช.) ในระยะยาว ซึ่งเป็นภาระหนักต่อตัวเลขงบประมาณรายจ่ายของประเทศ

จากผลกระทบที่ได้กล่าว เห็นได้ว่าล้วนเป็นประเด็นที่สำคัญที่กระทบต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยทั้งสิ้น ดังนี้นจึงขอให้ประธานกรรมาธิการสาธารณสุข อันเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบายเพื่อสุขภาพของประเทศ ได้พิจารณาเสนอต่อประธานรัฐสภา ให้เพิกถอน ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว ออกจากการพิจารณาของรัฐสภา เพราะเป็นการทำลายกลไกสร้างเสริมสุขภาพของคนไทย และเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ