LEARNING

มธ.ผนึก‘ซีพี’สร้าง‘บัณฑิตพร้อมใช้ทันที’ เชื่อมสินค้าชุมชนสู่ตลาดสร้างศก.



กรุงเทพฯ-ม.ธรรมศาสตร์ จับมือ “เครือเจริญโภคภัณฑ์” ลงนาม MOU ต่อยอดความร่วมมือ 4 ด้าน “ฝึกงานในภาคธุรกิจ-วิจัยด้านไมโครไบโอม-พัฒนาหลักสูตรอุตสาหกรรมอนาคต-เชื่อมผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาด” ตั้งเป้าผลิตบัณฑิตที่พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที รวมถึงผลักดันองค์ความรู้สู่ใช้งานจริง ดัน “นวัตกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ” สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2569 ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และ นายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อต่อยอดความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานใน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. การฝึกงานและพัฒนาศักยภาพนักศึกษา 2. การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านไมโครไบโอม (จุลินทรีย์ในร่างกาย) 3. การพัฒนาหลักสูตรสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และ 4. การเชื่อมผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาด ภายใต้เป้าหมาย สนับสนุนให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากโจทย์จริงของธุรกิจและชุมชน ควบคู่ไปกับการนำงานวิจัยและนวัตกรรมมาใช้ยกระดับสุขภาพของผู้คน ตลอดจนสร้างองค์ความรู้เพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้ชุมชน

สำหรับรายละเอียดของความร่วมมือทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1. การฝึกงาน ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันออกแบบการฝึกประสบการณ์ให้นักศึกษาจากหลากหลายสาขาได้เรียนรู้ในธุรกิจต่างๆ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ทั้งในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมถึงโครงการ Retail Titan Sandbox ในธุรกิจ Lotus’s Go Fresh ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาสัมผัสการดำเนินธุรกิจจริง เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจงาน เข้าใจผู้คน และพร้อมปรับตัวก่อนก้าวสู่ตลาดแรงงาน

2. การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม มธ. และเครือเจริญโภคภัณฑ์ จะร่วมกันส่งเสริมการวิจัยด้านไมโครไบโอม และสร้างฐานข้อมูลของประชากรไทย เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไมโครไบโอมกับสุขภาพและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน โรคมะเร็งท่อน้ำดี ฯลฯ โดยองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจะช่วยต่อยอดสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน บริการตรวจ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและลดความเสี่ยงของโรค

3. การพัฒนาหลักสูตรสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตร Food for Longevity เพื่อสร้างความรู้และทักษะด้านผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพและอายุยืนยาว และหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์นานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ จะสนับสนุนด้าน

แหล่งฝึกปฏิบัติงาน การวิจัยและนวัตกรรม และหลักสูตรเพื่อพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูงรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต อาทิ ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน

4. การเชื่อมผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาด (Community to Market) ทางธรรมศาสตร์จะนำองค์ความรู้มาช่วยยกระดับคุณภาพ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วมกับชุมชน พร้อมเชื่อมผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดผ่านเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกของเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยจะครอบคลุมทั้งการยกระดับมาตรฐาน การจับคู่ผลิตภัณฑ์กับตลาด การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน และการเข้าถึงผู้บริโภค เพื่อสร้างรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชน

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า ธรรมศาสตร์กับเครือเจริญโภคภัณฑ์มีความผูกพันกันมายาวนาน โดยมีความร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งการ MOU ในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขยายความร่วมมือในด้านต่างๆ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะในการสร้างกำลังคน ผ่านการทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการฝึกงานกับภาคธุรกิจ เพื่อให้มีความพร้อมทันทีเมื่อออกสู่ตลาดแรงงาน ไปจนถึงการเชื่อมความร่วมมือให้ครอบคลุมถึงการวิจัย การพัฒนาหลักสูตร และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน ผ่านการนำจุดแข็งของทั้งสององค์กรมาประกอบกันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า ธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อสังคม ขณะที่เครือเจริญโภคภัณฑ์มีเครือข่ายที่ใกล้ชิดกับชุมชนในวงกว้าง จึงเชื่อมั่นว่าการนำศักยภาพของทั้งสองฝ่ายมาทำงานร่วมกันจะช่วยสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งผลจากการลงนามในวันนี้จะปรากฏให้เห็นผ่านนักศึกษาที่เติบโต งานวิจัยที่ถูกนำไปใช้ หลักสูตรที่ตอบโจทย์อนาคต และชุมชนที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น

ด้าน นายสุภกิต กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ เชื่อมั่นว่าการพัฒนาคนและองค์ความรู้คือรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการร่วมมือกับธรรมศาสตร์ครั้งนี้จะช่วยเชื่อมความเป็นเลิศทางวิชาการเข้ากับศักยภาพของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างอายุที่ยืนยาว ซึ่งหากได้ทำงานร่วมกันแล้วต่อยอดเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ก็จะเกิดประโยชน์ต่อสังคมและประชาชนในวงกว้าง