ECON & BIZ
เลขาฯคปภ.ชูธงตัดวงจรเสี่ยงต้นทางผนึกเครือข่ายดันพ.ร.บ.100%สู่'โมเดล ชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัย'
กรุงเทพฯ-ตอกย้ำบทบาทองค์กรกำกับดูแลเชิงรุก (Smart Regulator) ที่มุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สำคัญสู่การ “ตัดวงจรความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง” ควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ภายใต้นโยบายของ นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คปภ. ที่ประกาศเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ว่า “ความสูญเสียต่อชีวิตและร่างกายไม่สามารถทดแทนได้ด้วยตัวเงิน” พร้อมส่งสัญญาณชัดเจนว่า ตลอด 35 ปีของระบบการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ภาคประกันภัยจะไม่ทำหน้าที่เพียงแค่ตั้งรับรอจ่ายค่าสินไหมทดแทน เมื่อเกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเท่านั้น แต่ต้องลงไปตัดต้นตอของอุบัติเหตุ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเผชิญกับความสูญเสียตั้งแต่แรก
ในการนี้ นางมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงาน คปภ. ได้กล่าวถึงแนวคิดและพลังในการขับเคลื่อนโครงการว่า “ความปลอดภัยทางถนนจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีคิดจากการตั้งรับมาสู่การลงมือแก้ปัญหาเชิงรุก การขับเคลื่อนโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงการเก็บสถิติหรือทำงานเชิงวิชาการ แต่คือการนำพลังของข้อมูลอุบัติเหตุเชิงลึกและบทเรียนจริงจากพื้นที่ มาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และกลไกประกันภัย เพื่อร่วมกับชุมชนแก้ปัญหาจุดเสี่ยงที่ตรงจุด พร้อมต่อยอดผลสำเร็จจากจังหวัดปราจีนบุรีสู่การขยายผลใน 4 จังหวัด 6 ท้องถิ่นต้นแบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศความปลอดภัยที่ตัดวงจรความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่กับการผลักดันให้ประชาชนทุกคนมีหลักประกันความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. อย่างทั่วถึงและยั่งยืน” เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกดังกล่าวสู่การปฏิบัติจริง
สำนักงาน คปภ. ได้เปิดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองหัวข้อ “ก้าวต่อไปของชุมชนต้นแบบถนนปลอดภัยไทย” ภายในการประชุมเผยแพร่ผลการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น “โครงการขับเคลื่อนมาตรการความปลอดภัยทางถนนและการคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ประจำปี 2569” เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ โดยระดมผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจประกันภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคม ร่วมถ่ายทอดบทเรียนจากการลงพื้นที่จริงและแปลงข้อมูลอุบัติเหตุสู่มาตรการเชิงรูปธรรม เพื่อขยายเกราะคุ้มครอง พ.ร.บ. สู่ชุมชนอย่างทั่วถึง
สำนักงาน คปภ. เดินหน้าเชื่อมระบบ ลั่นวิชาการต้องผสานวิถีชีวิตจริงของชุมชน
นายพงษ์ศักดิ์ ชีวรัตนพงษ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงาน กลุ่มงานคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ สำนักงาน คปภ. เผยว่า สำนักงาน คปภ. มุ่งยกระดับสู่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ (Pre-crash Prevention) อย่างเต็มกำลัง โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างสำคัญระหว่าง "มาตรการลดการบาดเจ็บ" เช่น การรณรงค์สวมหมวกนิรภัยที่ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา กับ “มาตรการป้องกัน การเกิดอุบัติเหตุ” ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ต้องทำให้ “รถไม่ชน - คนไม่เกิดเหตุ”
ทั้งนี้ บทเรียนจากการลงพื้นที่จริงร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่และทีมวิจัย TDRI ใน 4 จังหวัดต้นแบบ (ปราจีนบุรี นครนายก นครสวรรค์ และสุพรรณบุรี) สะท้อนชัดเจนว่า มาตรการทางวิชาการต้องไม่ขัดแย้งกับวิถีชีวิตชุมชน เช่น การเสนอปรับย้ายจุดกลับรถในพื้นที่นำร่อง หากส่งผลกระทบต่อ วิถีชีวิตเดิมของชาวบ้านจนเกิดการต่อต้าน มาตรการนั้นก็ไม่อาจสำเร็จได้ การแก้ปัญหาอุบัติเหตุจึงมี 2 มิติ คือ ด้านกายภาพที่ปรับปรุงด้วยงบประมาณ และด้านพฤติกรรมมนุษย์ที่ต้องปลูกฝังจิตสำนึกรักความปลอดภัยตั้งแต่วัยเด็ก ซึ่งสำนักงาน คปภ. พร้อมผนึกกำลังร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัยและภาคีทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนโครงการลดอุบัติเหตุในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดคลังข้อมูล e-Claim ชี้พิกัดจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์
นายประยูร ภู่แส รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ย้ำความพร้อมในการนำฐานข้อมูลสถิติ การเกิดอุบัติเหตุและข้อมูลการจ่ายค่าสินไหมทดแทน พ.ร.บ. ในระบบ e-Claim ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึก มาช่วยปักหมุดพิกัดอันตรายได้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ท้องถิ่นนำไปแก้ปัญหาได้ตรงจุด ทั้งการปรับปรุงกายภาพถนนและการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยผ่านชมรมถนนปลอดภัยในสถานศึกษา พร้อมสนับสนุนให้ใช้ระดับ อบต. หรือยูนิตท้องถิ่นขนาดเล็กเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน เพราะมีความใกล้ชิดประชาชนและจัดการปัญหาได้คล่องตัวกว่า ควบคู่กับการเชื่อมประสานเข้ากับกลไก ศปถ. ทุกระดับ เพื่อให้พื้นที่สามารถทำงานต่อได้อย่างยั่งยืน
อบต.ท่าตูม สะท้อนโจทย์หินเมืองอุตสาหกรรม วอนปลดล็อกถนนหลายเจ้าภาพ
นายชอ พงษ์อ้อ รองนายก อบต.ท่าตูม จังหวัดปราจีนบุรี ตัวแทนท้องถิ่นด่านหน้า ชี้ถึงความท้าทายในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมที่มีโรงงาน ประชากรแฝง และแรงงานต่างชาติจำนวนมาก ทำให้ต้องจัดการความเสี่ยงด้านภาษาและวินัยจราจรอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกัน เส้นทางในพื้นที่อยู่ในความรับผิดชอบของหลายหน่วยงาน ทั้งทางหลวง ทางหลวงชนบท และ อบต. ส่งผลให้การซ่อมแซม จุดเสี่ยงขาดความคล่องตัว จึงเสนอให้เร่งตั้งกลไกเจ้าภาพประสานงานที่ชัดเจนและต่อเนื่อง พร้อมทั้งจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเพื่อช่วยให้ อปท. ขนาดเล็กสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจราจรในการออกแบบปรับปรุงถนนปลอดภัย
ปภ. ดึงพลัง ศปถ. สั่งการทะลวงคอขวดจุดเสี่ยงเกินอำนาจท้องถิ่น
นายดุสิต ศิริวราศัย ผู้อำนวยการกองบูรณาการความปลอดภัยทางถนน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอให้ใช้กลไกศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) เป็นศูนย์บัญชาการ โดยดึงผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเข้ามาเป็นแม่ทัพหลักในการใช้อำนาจสั่งการบูรณาการหน่วยงานเจ้าของสายทางทุกสังกัด และผลักดันปัญหาจุดอันตรายที่เกินกำลังท้องถิ่นขึ้นสู่ระดับนโยบาย โดยใช้ฐานข้อมูลอุบัติเหตุเชิงประจักษ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริหาร
สอจร. กางพิมพ์เขียว 4 มิติ ชูโมเดลคุมความเร็ว “4 หน้า” นำร่องกบินทร์บุรี
นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร รองประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) เสนอ 4 ยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่สามารถดำเนินการได้ทันที ประกอบด้วย การประเมินสุขภาพผู้ขับขี่ร่วมกับเครือข่ายเวชศาสตร์จราจร การปูพรมลุยพื้นที่อำเภอเสี่ยงสูง การจัดระบบความปลอดภัยรถรับส่งนักเรียน และการควบคุมความเร็วในพื้นที่ “4 หน้า” (หน้าโรงเรียน หน้าโรงพยาบาล หน้าโรงงาน และหน้าตลาด) พร้อมเสนอให้สำนักงาน คปภ. TDRI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมมือกันลงพื้นที่แก้ไขจุดเสี่ยงบริเวณหน้าโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างทางออกโรงพยาบาลกับทางหลวงสายหลักให้สำเร็จเป็นรูปธรรมเพื่อเป็นโมเดลขยายผลต่อไป
ตกผลึกข้อเสนอแนะเชิงรูปธรรมจากภาคีเครือข่าย ขับเคลื่อนมาตรการจริงระดับพื้นที่ นอกจากนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็นยังได้รวบรวมข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการที่แหลมคมจากผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีเครือข่ายในห้องประชุมและระบบออนไลน์ ดังนี้
1. การยกระดับการทำประกันภัย พ.ร.บ. เชิงรุก และพัฒนาประกันภัยระยะยาว นายวิทยา จันทน์เสนะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ และผู้แทนมูลนิธิเมาไม่ขับ เสนอให้สำนักงาน คปภ. ผลิตสื่อวิดีโอสั้นผ่านโซเชียลมีเดีย สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าเบี้ยประกันภัย พ.ร.บ. มีราคาไม่แพงแต่ให้ความคุ้มครองสูง พร้อมเสนอให้ อบต. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมสำรวจรถจักรยานยนต์ที่ขาดต่อ พ.ร.บ. ในชุมชน ควบคู่กับการเชื่อมระบบตรวจสอบข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผลักดันระบบแจ้งเตือนการต่ออายุอัตโนมัติ ตลอดจนการร่วมมือกับค่ายรถจักรยานยนต์และธุรกิจลีสซิ่งจัดทำแพ็กเกจ พ.ร.บ. ระยะยาว เพื่อตัดปัญหารถขาดต่อประกันภัยหลังพ้นปีแรก
2. การบูรณาการ 5 เสาหลัก สู่แผนปฏิบัติการระดับจังหวัด (Action Plan) ผู้แทนจากจังหวัดนครสวรรค์ (นำร่องพื้นที่เทศบาลนครนครสวรรค์และ อบต.ตาคลี ซึ่งมีถนนสายหลักผ่านชุมชนและใช้ความเร็วสูง) เสนอให้รวมพลัง 5 ฝ่าย ได้แก่ ตำรวจ ขนส่ง สาธารณสุข สำนักงาน คปภ. และบริษัทกลางฯ นำชุดข้อมูลมาแปลงเป็นมาตรการแก้ไขจุดเสี่ยงสำคัญ เช่น ทางแยกและจุดกลับรถ โดยจัดทำแผนปฏิบัติการที่มีกรอบเวลา ผู้รับผิดชอบ และตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน เพื่อให้จังหวัดเดินหน้าขับเคลื่อนได้ทันที
3. การสื่อสารจุดเสี่ยงสู่ประชาชนและเปิดพิกัดเตือนภัยผ่าน Google Maps ผู้แทนตำรวจจราจรนครสวรรค์ สะท้อนปัญหาว่าหน่วยงานภาครัฐทราบจุดเสี่ยงเป็นอย่างดีแต่ประชาชนผู้ใช้ทางกลับไม่รับรู้ จึงเสนอให้พัฒนารูปแบบ การสื่อสารจุดเกิดเหตุซ้ำซากให้เข้าถึงชุมชน สอดรับกับข้อเสนอของ พญ.ชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ ที่เสนอให้จัดทำ ฐานข้อมูลเปิด (Open Data) ระบุพิกัดจุดเสี่ยงและเขตจำกัดความเร็ว เชื่อมโยงเข้ากับระบบแผนที่นำทางสากลอย่าง Google Maps เพื่อแจ้งเตือนประชาชนแบบเรียลไทม์ขณะขับขี่
4. การจัดระเบียบหน้าที่ของสายทาง ลดจุดตัดกระแสจราจร ผู้เชี่ยวชาญจากมูลนิธิไทยโรดส์ และมูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย ชี้ว่าต้องจัดระเบียบหน้าที่ของถนนสายหลักและถนนชุมชนให้ชัดเจน ป้องกันไม่ให้ รถความเร็วสูงปะทะกับรถเข้า - ออกชุมชน พร้อมเปิดเผยข้อมูลการอนุญาตจุดเชื่อมทาง และสนับสนุนงบประมาณ ให้ท้องถิ่นดึงนักวิชาการมาร่วมออกแบบทางวิศวกรรม
5. การสร้างแรงจูงใจด้วยส่วนลดเบี้ยประกันภัยรถมีระบบ ABS และประเมิน KPI รายจังหวัด พญ.ชไมพันธุ์ สันติกาญจน์ เสนอให้สำนักงาน คปภ. พิจารณาส่วนลดเบี้ยประกันภัยสำหรับรถจักรยานยนต์ที่ติดตั้งระบบเบรก ABS ตามผลการศึกษาสากลที่ช่วยลดอุบัติเหตุได้ถึง 30% พร้อมเสนอให้สำนักงาน คปภ. จับมือ กปถ. จัดทำตัวชี้วัดรายจังหวัด 4 ด้าน ได้แก่ การต่อทะเบียน, การต่อ พ.ร.บ., การมีใบขับขี่ และการใช้ความเร็วตามกฎหมาย เผยแพร่ ผ่านเว็บไซต์เพื่อมอบรางวัลยกย่องจังหวัดต้นแบบ และร่วมกันหามาตรการช่วยเหลือจังหวัดที่ต้องการการพัฒนาเพิ่มเติม
เวทีเสวนาในครั้งนี้สะท้อนชัดเจนว่า การสร้างความปลอดภัยทางถนนของไทยยุคใหม่จะไม่ใช่การทำงานแบบแยกส่วนอีกต่อไป สำนักงาน คปภ. พร้อมนำทุกข้อคิดเห็นเชิงปฏิบัติการและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ไปขับเคลื่อนร่วมกับภาคธุรกิจประกันภัยและภาคีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทย “เดินทางปลอดภัย มีเกราะคุ้มครองจาก พ.ร.บ. ทั่วถึง 100% และได้รับการชดเชยเยียวยาทันทีเมื่อเกิดเหตุ” อย่างแท้จริง
