Authority & Harm
สองผัวเมียเหี้ยมสุดขั้วแค้นจัดถูกทวงเงิน ฆ่าหั่นศพเผาทิ้ง/พ่อเบื่อและญาติสุดระอา

นครปฐม-สุดโหดสองผัวเมียถูกหญิงมาทวงเงินค่าหลอกให้โอนเพื่อจะไปฝากเข้าทำงานที่โรงพยาบาลนครปฐม แต่ถูกบ่ายเบี่ยงหลายรอบจึงตัดสินใจตามมาทวงถึงบ้านจากนั้นได้หายตัวไป ญาติสงสัยเพราะพฤติกรรมติดต่อทางโทรศัพท์ไม่เหมือนเดิมจึงได้ไปแจ้งความหาคนหายไว้ก่อนที่จะมีคนมาพบโครงกระดูกและมีการแจ้งความคนหาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมสองผัวเมียหลังหลบหนีไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้แล้ว เตรียมสอบขยายผลถึงวิธีสังหารว่าร่วมกันหรือใครที่เป็นคนลง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านหวาดผวาและสาปแช่งพฤติกรรมของสองผัวเมียสุดโหดรายนี้ แฉพฤติกรรม2ผัวเมีย แม้แต่ย่ายังโดน หญิงร่วมมือสามีฆ่าล้างหนี้ เพิ่งเคยได้เงินหมื่นของรัฐ แฮคเฟซหลอกตบเงินถึงบ้าน พ่อบอกไม่เคยรู้พฤติกรรมลูกสาวกับสามี ใช้ชีวิตอย่างไรทำใจบอกเลี้ยงได้แต่ตัว ส่วนญาติบอกฝ่ายหญิงก่อเหตุทั้งลักทั้งโกงจนชาวบ้านรู้พฤติกรรม แต่ไม่คิดจะโหดแบบนี้ ขณะเจ้าหน้าที่ระดมงมคลองชลประทานหาอวัยวะที่ถูกอ้างมาโยนทิ้งน้ำ ตั้งแต่บ่ายยันค่ำตามคำให้การแต่ยังไม่พบ
วันที่ 22 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 13.30 น. ร.ต.อ.สมภพ เนียมจำเริญ รองสารวัตรสอบสวน สภ.ดอนตูม จังหวัดนครปฐมได้รับแจ้งมีผู้พบศพถูกฆ่าฝังทิ้งอยู่ที่บริเวณหลังบ้านเลขที่ 38 หมู่ 5 ตำบลดอนรวก อ.ดอนตูม จ.นครปฐม หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและเดินทางไปตรวจสอบพร้อมพ.ต.อ.ยงลิต ศุภผล ผกก.สภ.ดอนตูม แลประสานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ดอนตูม เจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม แพทย์โรงพยาบาลดอนตูม กองพิสูจน์หลักฐาน 7 เพื่อเข้าตรวจสอบ
ในที่เกิดเหตุเป็นบ้านชั้นเดียว ที่บริเวณหลังบ้าน ห่างจากบ้านพักประมาณ 200 เมตร เจ้าหน้าที่ช่วยกันขุดดินออก โดยมี เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนตูมและเจ้าหน้าที่สืบสวนภาค7 เจ้าหน้าที่สืบสวนจังหวัดนครปฐม ศพฐ.ภ7 และแพทย์โรงพยาบาลดอนตูม พร้อมพงส สภ. ดอนตูม และเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ดอนตูมร่วมชันสูตรอัตลักษณ์ศพดังกล่าว เบื้องต้นพบชิ้นส่วนมนุษย์ ได้แก่ กะโหลก กระดูกและ เส้นผมบางส่วน เก็บทุกอย่างไว้เป็นหลักฐานและรวบรวมส่งกองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมกั้นพื้นที่เพื่อการกการพื้นการผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าในบริเวณดังกล่าว
โดยในการตรวจสอบเป็นการติดตามตัวของตำรวจและญาติของนางสาวปิยะวรรณ พงษ์เภา อายุ 22 ปี หรือแอน บ้านอยู่ 58/1 หมู่ 1 ต.บางระกำ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ซึ่งถูกแจ้งความคนหายไว้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2568 ที่สภ.นครชัยศรี ขณะเดียวกันทราบว่าชิ้นเนื้อบางส่วนนั้นถูกคนร้ายนำไปทิ้งนำไปโยนทิ้งน้ำที่บริเวณประตูน้ำใกล้วัดพะเนียงแตก อ.เมืองนครปฐม เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานชุดประดาน้ำจากมูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์ ช่วยการระดมค้นหา
โดยวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ทำการจับกุมนางสาวภัทราภรณ์ ลำจวนอายุ 21 ปี หรือมิ้ลค์ อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ 5 ต. ดอนรวก อ. ดอนตูม จ.นครปฐม และนายณรงค์ชัย สุวรรณแก้ว หรือ เลย์ อายุ 26 ปี สามี อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ 3 ต.มาบแค อ.เมืองนครปฐม ซึ่งทั้งสองเจ้าหน้าที่ตำรวจภายหลังทราบข่าวว่าได้เดินทางหลบหนีไปกบดานยังจังหวัดเชียงใหม่และทราบว่าทั้งสองถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้แล้ว
นางสาวณัฐฏวี ดิษฐ์แช่ม อายุ 43 ปี พี่สาวของผู้ตาย อยู่บ้านเลขที่ 59/4 หมู่ 1 ต บางระกำอ. นครชัยศรี จ.นครปฐม เปิดเผยว่า ตนเองเป็นคนที่อยู่กับผู้ตายเป็นคนสุดท้าย เจอล่าสุดเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2568 ซึ่งผู้ตายออกจากบ้านเวลา 16.00 น. จากบ้านพักในพื้นที่อำเภอนครชัยศรี โดยบอกว่าจะมาทวงเงินจากนางสาวภัทราภรณ์ ลำจวน อายุ 21 ปี ซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุ โดยฝากให้ดูแลลูกแล้วจะกลับมา เนื่องจากจะไปทวงเงินจากนางสาวภัทราภรณ์และยังบ่นอีกว่า หากวันนี้ทวงเงินไม่ได้จะมาด่าให้แตกหัก เพราะถูกหลอกให้โอนครั้งละ 2,000 บาท ถึง 5,000 บาท แล้วถูกหลอกลวงว่าจะฝากงานให้ทำที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม โอนแล้วโอนอีกจนไม่มีเงิน งานก็ไม่ได้ทำ จึงเกิดความโกรธโมโห จึงจะมาเอาเรื่องนางสาวภัทราภรณ์ ให้รู้ว่าจะได้เงินคืนหรือไม่
หลังจากนั้นได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
โดยในระหว่างที่หายตัวไปนานกว่า 10 วันแต่แชทของผู้ตายนั้นสามารถพูดคุยติดต่อได้ปกติกับทางญาติซึ่งเป็นที่น่าผิดสังเกตว่าไม่ยอม video call หรือ โทรศัพท์กลับมาและยังไม่เดินทางกลับบ้าน สามีของผู้ตายจึงได้ใช้แชทติดต่อกัน แบบพบว่ามีพิรุธกับถ้อยคำคำพูดจาที่ติดต่อกันทางแชทที่มีความผิดปกติ
ต่อมา เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2558 สามีผู้ตาย ได้ไปแจ้งความคนหายที่ สภ.นครชัยศรี โดยสามีของผู้ตาย สงสัยว่า นายณรงค์ชัย หรือเลย์ สุวรรณแก้ว และ นางสาว ภัทราภรณ์ หรือมิ้ล ลำจวน จะเป็นหนึ่งในการหายตัวไปเนื่องจากภรรยาแจ้งว่าจะมาทวงหนี้ที่ 2 คนนี้และไม่สามารถติดต่อทางโทรศัพท์ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจ สภ.นครชัยศรี ได้เริ่มดำเนินการสืบสวนคดี เบื้องต้นพบว่าได้ทำการหลอกลวงการโอนเงิน จึงได้ออกหมายจับทั้งสองคนในคดี ฉ้อโกงทรัพย์ และเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ทำการฆาตกรรมผู้เสียชีวิตแล้วหลบหนีไป
และภายหลังจากแจ้งความคนหายไว้ที่ สภ.นครชัยศรี เพียง 2 วัน ต่อมา นางสาวปิยะวรรณหรือแอน ผู้ตาย ได้ไปเข้าฝันพ่อว่า ตายแล้ว เลย์ ฆ่า ฝังดินอยู่ที่หลังบ้านจึงได้นำความฝันมาเล่าให้กับญาติพี่น้องฟังก่อนจะไปแจ้งความที่สภ. นครชัยศรี โดยเจ้าหน้าที่ ตำรวจสภ. นครชัยศรี ได้ระดมกำลังมาทำการขุดค้นหา แต่ก็ยังไม่พบสิ่งผิดปกติ กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไล่ล่าผู้ก่อเหตุ ซึ่งจับสัญญาณจากโทรศัพท์ ทราบว่าหลบหนีไปไกล ถึงจังหวัดเชียงใหม่และจับกุมได้เมื่อ 22มีนาคม 2568 ช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่จังหวัดเชียงใหม่ จึงทำการสืบสวนขยายผลและได้รับสารภาพว่าร่วมกันฆ่าน.ส. ปิยะวรรณ พงษ์เภา แล้วทำการเผาและฝังศพไว้ที่หลังบ้านเลขที่ 38 หมู่5 ต.ดอนรวก อ.ดอนตูม จ.นครปฐม
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจสาเหตุที่ถูกฆ่า สันนิษฐานว่าลูกหนี้อาจโกรธแค้นเนื่องจากนางสาวภัทราภรณ์ ลำจวน เจ้าหนี้นั้น ปกติแล้วเป็นคนที่ปากจัดชอบด่าพูดจาไม่ดี ซึ่งญาติต่างยืนยันว่าเป็นคนที่ปากร้ายและเป็นคนถึงลูกถึงคน ซึ่งน่าจะแค้นที่โดนหลอกเงินไป ซึ่งตอนนี้จากการให้การทางฝ่ายหญิงบอกว่าคนที่ลงมือก่อเหตุเป็นฝ่ายสามีของตนเองแต่ทางสามีได้ยันว่าได้ร่วมกันฆ่า โดยได้นำอวัยวะไปฝังไว้หลังบ้านและมีการแยกชิ้นส่วนไปทิ้งยังคลองชลประทาน ในพื้นที่ใช้เคียงตอนนี้ได้มีการส่งทีมติดตามหาอวัยวะเพิ่มเติมแล้ว
พ่อเบื่อ ญาติระอา หญิงร่วมสามีฆ่าล้างหนี้
ย่ายังโดน หญิงร่วมมือสามีฆ่าล้างหนี้ เพิ่งเคยได้เงินหมื่นของรัฐ แฮคเฟซหลอกตบเงินถึงบ้าน พ่อบอกไม่เคยรู้พฤติกรรมลูกสาวกับสามี ใช้ชีวิตอย่างไรทำใจบอกเลี้ยงได้แต่ตัว ส่วนญาติบอกฝ่ายหญิงก่อเหตุทั้งลักทั้งโกงจนชาวบ้านรู้พฤติกรรม แต่ไม่คิดจะโหดแบบนี้ ขณะเจ้าหน้าที่ระดมงมคลองชลประทานหาอวัยวะที่ถูกอ้างมาโยนทิ้งน้ำ ตั้งแต่บ่ายยันค่ำตามคำให้การแต่ยังไม่พบ
วันที่ 22 มีนาคม 68 จากกรณีมีการพบศพของนางสาวปิยะวรรณ พงษ์เภา อายุ 22 ปี หรือแอน บ้านอยู่ 58/1 หมู่ 1 ต.บางระกำ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ถูกฆ่าแล้วหั่นศพฝังดินไว้หลังบ้านที่นางสาวภัทราภรณ์ ลำจวนอายุ 21 ปี หรือมิ้ลค์ ภายในบ้านเลขที่ 38 หมู่ 5 ต. ดอนรวก อ. ดอนตูม จ.นครปฐม พักอาศัยอยู่กับ นายณรงค์ชัย สุวรรณแก้ว หรือ เลย์ อายุ 26 ปี สามี อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ 3 ต.มาบแค อ.เมืองนครปฐม หลังจากญาติได้มีการแจ้งความคนหายไว้เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 68 ที่ผ่านมา โดยมีเบาะแสว่าจะมาทวงหนี้ที่บ้านของนางสาวปิยะวรรณ หรือแอน โดยเชื่อว่าถูกหลอกให้โอนเงินเป็นค่าฝากเข้าทำงานที่โรงพยาบาลนครปฐม หลายครั้งแต่ไม่สามารถฝากเข้างานได้ และหายตัวไปก่อนจะมาพบเป็นศพในวันนี้ โดยทั้งนางสาวปิยะวรรณและนายณรงค์ชัย ได้ถูกจับกุมตัวหลังจากหนีไปกบดานที่จังหวัดเชียงใหม่ในวันนี้ โดยสารภาพว่ามีการฆ่าหันศพฝังดินและมีการนำชิ้นส่วนต่างๆ ไปโยนทิ้งที่คลองชลประทาน ในพื้นที่ เชื่อมต่อระหว่างอำเภอเมืองนครปฐมและอำเภอดอนตูมห่างจากบ้านที่พบอวัยวะส่วนแรกประมาณ 300 เมตร
โดยช่วงบ่ายเมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวได้มีการรวมตัวมา ที่บริเวณคลองชลประทานในพื้นที่ตำบลทุ่งน้อยอำเภอเมืองนครปฐม ซึ่งมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม ได้นำนักประดาน้ำลงทำการดำน้ำเพื่อค้นหาอวัยวะที่ทั้งสองคนได้สารภาพว่ามีการนำมาโยนทิ้งเพื่ออำพรางและติดตามจาก GPS ของโทรศัพท์จากผู้ต้องหาที่มีการวิ่งไปยังถนนเส้นต่างๆ โดยเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจและพูดถึงโดยเฉพาะผู้ต้องหาฝ่ายหญิงซึ่งมีพฤติกรรมเกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในเรื่องการใช้เงินและลักทรัพย์รวมถึงการหลอกลวงเงินจากชาวบ้านและญาติของตัวเอง โดยตั้งแต่ช่วงบ่ายกระทั่งถึงช่วงพระอาทิตย์ตกดินเจ้าหน้าที่ได้ดำน้ำค้นหาอวัยวะจากคลองชลประทานและบริเวณในจุดต่างๆระยะทางรวมกว่า 3 กิโลเมตรซึ่งตลอดทั้งวันก็ยังไม่พบอวัยวะอื่นหรือสิ่งผิดปกติตามที่ได้ข้อมูลมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและได้มีการยุติการค้นหาในช่วงหัวค่ำ
โดยจากการสอบถาม นางสาวแวว (นามสมมติ) อายุ 25 ปี บอกว่าตนเองเป็นเครือญาติของนางสาวปิยะวรรณ หรือแอน ซึ่งทราบเหตุการณ์ดังกล่าวมาว่าทั้งสองคนได้มาอาศัยอยู่ที่บ้านซึ่งเป็นบ้านพ่อและเป็นจุดที่พบอวัยวะแห่งแรกส่วนผู้เสียชีวิตเป็นคนในพื้นที่อำเภอนครชัยศรีโดยได้ติดตามมาทวงเงินจากการที่ทั้งคู่ได้ไปหลอกว่าสามารถนำเข้ามาทำงานที่โรงพยาบาลนครปฐมได้ และมีการโอนเงินให้หลายครั้งกระทั่งผู้เสียชีวิตได้ตามมาทวงเงินที่บ้านและหายตัวไป และมาพบศพในวันนี้โดยชาวบ้านหลายคนก็รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น สำหรับตัวเองทราบข้อมูลจากทางญาติว่านางสาวปิยวรรณหรือแอน มีพฤติกรรมที่สุดแสบหลายอย่างเช่นการลักเล็กขโมยน้อยบ่อยครั้ง โดยมีการรับของที่โรงพยาบาลนครปฐมในช่วงที่เป็นลูกจ้าง การลักไก่ของชาวบ้าน และมีอีกหลายเรื่องซึ่งแต่ละเรื่องก็ได้มีการตกลงยอมความกันและเป็นคดีความอะไรแต่ในคดีนี้ถือว่าเป็นคดีที่อุกฉกรรจ์ที่สุด เท่าที่เคย
"ขนาดย่าของเค้าเองก็ยังเพิ่งโดนหลอก ให้ไปเอาเงิน 10,000 ที่ได้จากรัฐบาลโดยหลอกว่าไปทำถังสีของแฟนหกเสียหายและปลอมเฟสไปเป็นคนอื่นบอกญาติให้ไปรับเงินที่บ้านโดยมีการปิดไฟไม่ให้เห็นว่าใครเป็นคนรับ เนื่องจากหากคนในบ้านรู้ก็จะไม่มีทางให้เงินแน่นอน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นที่ละอาและเป็นที่รู้ กันของชาวบ้านถึงความแสบของฝ่ายหญิงและสามี ซึ่งตอนนี้เรื่องดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่โด่งดังมากในพื้นที่โดยหลายคนบอกว่ารับไม่ได้เช่นกันกับความโหดเหี้ยมของคนทั้งคู่" นางสาวแวว (นามสมมติ) กล่าว
ขณะที่ นายวินัย (นามสมมติ) พ่อของนางสาวปิยะวรรณ หรือแอน บอกว่าเพิ่งจะทราบเรื่องก็เมื่อตอนที่ตำรวจมาที่บ้านและมารับตัวทั้งคู่ไปสอบปากคำมาครั้งหนึ่งแล้วนำกลับมาส่ง จากนั้นก็มีการมารับไปอีก ก่อนที่ทั้งลูกสาวและแฟนของเขาจะออกจากบ้านไปและมีตำรวจกลับมาที่บ้านโดยมีการไปขุดจนพบศพซึ่งตนเองก็ไม่ทราบมาว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ซึ่งในทางคดีก็ต้องยอมรับว่าใครก่ออะไรไว้ก็ต้องรับสิ่งที่ได้ทำ ไปตามกระบวนการกฎหมาย และที่ผ่านมาตนเองไม่เคยทราบพฤติกรรมเพราะว่าคนทั้งคู่จะไปอยู่ที่บ้านด้านหลังจะเข้าออกหรือจะมีการทำอะไรก็ไม่เคยมาปรึกษาเขาใช้ชีวิตส่วนตัวของเขาเวลาจะออกจากบ้านก็จะใช้ผ้าสแลนปิดทางเข้าออกซึ่งตนเองก็นอนอยู่ที่บ้านอีกหลังไม่ทราบมาก่อนว่า จะไปคบใครหรือจะไปหาใครตอนไหน ส่วนผู้ตายก็เพิ่งเคยเห็นมาวันที่เขามาที่บ้านแล้วก็ไม่เห็นอีกเลย ตอนนี้มีความเครียดเพราะกลัวชาวบ้านจะไม่เข้าใจหาว่าเราเป็นคนไม่ดี เรื่องนี้ก็ต้องบอกว่าเราเลี้ยงเขาได้แต่ตัวแต่ไม่สามารถเข้าไปถึงความคิดของเขาได้
"ตอนนี้ก็อยากจะขอโทษกับญาติของผู้สูญเสีย เพราะเราก็ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำใจอย่างไรเพราะว่าเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วแล้วก็ยังงงอยู่ว่าทำไมถึงเป็นเรื่องใหญ่ได้ขนาดนี้ ส่วนตัวคิดว่าคนก่อเหตุก็ต้องติดคุกไปตามที่เค้าทำแต่คนที่จะลำบากก็คือคนที่ต้องอยู่ในชุมชนนี้อยากจะย้ายบ้านหนีออกไปให้พ้นซะที" นายวินัยกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดช่วงบ่ายที่มีการออกติดตามหาอวัยวะส่วนอื่นของผู้ตายได้มีชาวบ้านจับกลุ่มคุยกันถึงคดีโหดเยี่ยมดังกล่าวว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในพื้นที่ได้และไม่คิดว่าทั้งคู่จะกล้าลงมือและก่อเหตุสะเทือนขวัญในชุมชนโดยประเด็นส่วนใหญ่ได้มีการพูดถึงใช้เงินเกินตัวและมีคดีหลายครั้งของฝ่ายหญิงซึ่งก็จะต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวกลับมาสอบสวนที่สถานีตำรวจภูธรดอนตูมอีกครั้งถึงสาเหตุและ กระบวนการในการสังหารรวมถึงวิธีการในการแยกชิ้นส่วนของศพว่าสุดท้ายแล้วทั้งคู่มีการตัดสินใจก่อเหตุและลงมือในลักษณะใดกันแน่โดยเป็นคดีที่ประชาชนได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ