In News

นายกฯตอบอภิปรายในสภาตรงไปตรงมา ยันความบริสุทธิที่ดินอัลไพน์-เขากระโดง



กรุงเทพฯ-​นายกฯตอบตรงไปตรงมา ยืนยันไม่เคยหนีภาษี ย้ำทรัพย์สินของตนเองและครอบครัวถูกตรวจสอบเข้มข้นทั้งจาก คตส. และอีกไม่รู้อีกกี่หน่วยงาน ตั้งแต่สมัยหลังปฏิวัติ 19 ก.ย. 49 ​ “ที่ดินของอัลไพน์”เก่ามากย้ำครอบครัว ซื้อที่ดินทุกแปลง ตอนนายกอายุแค่11 ขวบ ระบุมีโฉนดถูกต้องตามกฎหมายทุกฉบับ ย้ำทำถูกต้องตามกฎหมายและไม่เคยก้าวก่ายแทรกแซงใด ๆและพร้อมให้ตรวจสอบอย่างเต็มที่และนายกรัฐมนตรี ยืนยันกรณีข้อพิพาทเขากระโดง บุรีรัมย์กำชับทุกขั้นตอนต้องถูกดำเนินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง

วันนี้ (24 มีนาคม 2568) เวลา 15.30 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ กรณีฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า  วันนี้นายกรัฐมนตรีชี้แจงได้ทุกประเด็นที่มีการอภิปรายกล่าวหา โดยเฉพาะเรื่องที่กล่าวหาว่าเลี่ยงภาษีนั้น นายกฯยืนยันว่าทั้งการปฏิบัติและเจตนาที่ดำเนินการ ได้ดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ถูกต้องตามกระบวนการตามข้อกฎหมาย และการที่จะกล่าวอ้างว่านายกรัฐมนตรีหนีภาษี เป็นการอภิปรายที่เป็นเท็จหรือไม่ ซึ่งนายกรัฐมนตรียืนยันในที่ประชุมสภาฯ ได้เสียภาษีให้รัฐอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินนั้น นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า ขอให้เข้าใจตรงกันว่า การแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.)  นับตั้งแต่วันที่ดำรงตำแหน่ง ได้มีการยื่นต่อ ป.ป.ช. ครบถ้วนตามขั้นตอนทุกอย่าง ซึ่งขณะนี้ ได้มีการยื่นคำร้องเรื่องของการตรวจสอบความถูกต้อง และเรื่องทุกอย่างอยู่ในกระบวนการของ ป.ป.ช. ซึ่งตรวจสอบตามขั้นตอน ซึ่งยินดีและเต็มใจที่จะแสดงข้อมูลหลักฐานทุกอย่างที่ ป.ป.ช. ขอมา พร้อมให้ความร่วมมือทุกประการจนกว่าจะได้ข้อสรุป 

นายจิรายุ กล่าวต่อไป ว่า นายกรัฐมนตรี ชี้แจงในเรื่องของธุรกรรมก่อนการดำรงตำแหน่งนั้น ขอย้ำว่าทรัพย์สินหรือกิจการของครอบครัว และทรัพย์สินหนี้สินของตนเองและครอบครัว มีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น มาตั้งแต่การปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  โดย คตส. และคณะอื่นๆ หลายคณะทุกบัญชีทุกธุรกรรมได้อยู่ในสายตาหลังการปฏิวัติ  ซึ่งเป็นที่เปิดเผยโปร่งใสมานานแล้ว  พร้อมยืนยันว่าจากการตรวจสอบทรัพย์สินทุกอย่างทำถูกต้องตามกฎหมาย

“เรื่องของหุ้น เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2559 ก่อนเข้าสู่การเมืองเกือบ 10 ปี ซึ่งครอบครัว มีความตั้งใจที่จะปรับโครงสร้างของการถือหุ้นบริษัท โดยการซื้อขายผ่านตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือที่เรียกกันว่า PN หรือ Promissory Note  เป็นหนังสือที่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้กับบุคคลหนึ่งบุคคลใด ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ หนังสือดังกล่าวได้มีการติดอากรแสตมป์ตามกฎหมายเรียบร้อย ซึ่งการซื้อขายแบบนี้ บางรายการไม่มีการเสียภาษี เนื่องจากยังไม่มีการชำระ ทำให้ไม่ทราบจำนวนและไม่สามารถเสียภาษีได้  การซื้อขายแบบนี้จึงเป็นภาระหนี้สินระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายที่เป็นครอบครัว  แต่ก็มีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ได้มีพฤติกรรมอำพรางใด ๆ เพราะว่า ถ้ามีการซื้อขายก็จะมีการแสดงยอดอย่างชัดเจนอยู่ในบัญชี ทั้งนี้ ได้มีการยื่นต่อ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” นายกรัฐมนตรี ระบุ

นายกรัฐมนตรี ชี้แจงในที่ประชุมสภา ต่อไปว่า วิธีการของ (P/N)  หรือการปรับโครงสร้างต่าง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ทำกันมาอย่างแพร่หลายเป็นปรกติ ส่วนที่อ้างว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นแหล่งทุจริต ข้าราชการผู้ใหญ่จะออกตั๋วสัญญาใช้เงิน ขบวนการค้ายาเสพติดจะออกตั๋วให้กัน ตนเองมองว่าเป็นเรื่องจินตนาการมากไป การออกตั๋วสัญญาใช้เงินทำกับธุรกรรมที่ถูกกฎหมาย เปิดเผย ผู้ซื้อและผู้ขายรับภาระระหว่างกัน ไม่มีการกระทำนอกกฎหมายใด ๆ เพราะการทำธุรกรรมใด ๆ ที่เลือกใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน เป็นการทำอย่างเปิดเผย ส่วนการเลือกวิธีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินแทนการรับให้เป็นการดำเนินการทางธุรกรรมอย่างเปิดเผย ซึ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องล้วนบรรลุนิติภาวะแล้ว และการปรับโครงสร้างหุ้นจำเป็นต้องใช้การซื้อขาย

นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มว่า ณ เวลานั้น ตนเองไม่มีความพร้อมชำระค่าหุ้นด้วยเงินสด จึงทำตั๋วสัญญาใช้หนี้แทน ซึ่งได้แสดงไว้ในบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.แล้ว และได้พูดคุยในครอบครัวว่ามีแผนที่จะชำระอย่างไร โดยรอบแรกจะเกิดขึ้นภายในปีหน้า ซึ่งได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และไม่ได้มีปัญหาอะไร

“เป็นที่แน่นอนว่า เมื่อมีการซื้อขายเกิดขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างก็จะปรากฏหลักฐานในบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งแน่นอนว่า ป.ป.ช. สามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส อย่างไรก็ตามพอมีการซื้อขายต้องมีการจ่ายภาษี ไม่สามารถหลบเลี่ยงการจ่ายภาษีได้อยู่แล้ว” นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อที่ประชุมสภาฯ

​นายกฯยัน“ที่ดินของอัลไพน์”ซื้อที่ดินทุกแปลงตั้งแต่แค่11ขวบ 

เวลา 15.30 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ กรณีฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

โดยนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกรณีถือหุ้นในบริษัท อัลไพน์กอล์ฟ แอนด์ สปอร์ตคลับ จำกัด ว่า กรณี ที่ดินของอัลไพน์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว ขณะที่บริษัทครอบครัวของนายกรัฐมนตรีซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว ตนเองมีอายุเพียง 11 ขวบ และไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทฯ ซึ่งการซื้อที่ดินทุกแปลงของครอบครัว ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีการซื้อที่ดินที่ไม่มีการออกโฉนดจากหน่วยงานของรัฐ 

“และขอยืนยันการซื้อที่ดินทุกแปลง ครอบครัวไม่เคยซื้อที่ดิน "ที่ไม่ได้มีการออกโฉนด" โดยหน่วยงานของรัฐ ทุกอย่างทำถูกต้องตามกฎหมาย และไม่เคยก้าวก่ายแทรกแซงใด ๆ” นายกรัฐมนตรี ย้ำ

ยืนยันกรณีข้อพิพาทเขากระโดงบุรีรัมย์ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง

เวลา 15.30 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ กรณีฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีประเด็นที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งเป็นกรณีที่พิพาทระหว่างกรมที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทยและพี่น้องประชาชนว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรีจะกำชับเรื่องนี้อย่างดีและให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน โดยทุกขั้นตอนจะต้องถูกดำเนินอย่างถูกต้องตามกฎหมายและตามกระบวนการ ขอให้มั่นใจว่านายกรัฐมนตรีทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ๆ ที่ต้องผ่านเข้ากระบวนการ ก็เข้ากระบวนการตามระบบ ตามระเบียบจริง เพราะไม่อย่างนั้นจะเกิดความวุ่นวายต่าง ๆ ตามมา และไม่ต้องการให้ใช้คำพูดสร้างความสับสนหรือเกิดความแตกแยกในสังคม 

“จริง ๆ แล้วเราเป็นคนรุ่นใหม่ เราก็น่าจะพร้อมที่จะรับฟัง เมื่อใคร ผลงานใด ๆ ที่เป็นประโยชน์และเกิดประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนก็ควรจะชื่นชมบ้าง เพื่อจะได้เป็นกำลังใจในการทำงานด้วย เพราะอย่างน้อย เราก็เป็นคนไทยเหมือนกัน มั่นใจว่าทุก ๆ คนก็หวังดีกับประเทศไทยเช่นกัน เพราะฉะนั้นการพูดเพื่อให้คนเกิดเกลียดชัง ความแตกแยก ดิฉันคิดว่าเราผู้มีวุฒิภาวะไม่ควรทำ” นายกรัฐมนตรี ย้ำ