Digitel Tech & AI
ฟิลิปส์ร่วมหนุนดูแลสุขภาพมารดา-ทารก ผ่านนวัตกรรมAIด้านสูตินรีเวช

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย –วันอนามัยโลก(World Health Day) ตรงกับวันที่ 7 เมษายนของทุกปี เป็นวันที่ประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลกใช้เป็นโอกาสรณรงค์ให้ประชาชนและทุกภาคส่วนของสังคม ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพ โดยแคมเปญหลักในปีค.ศ. 2025 นี้“เริ่มต้นชีวิตด้วยสุขภาพที่ดี สู่อนาคตที่สดใสในวันหน้า(Healthy Beginnings, Hopeful Futures)” ทั้งนี้ เพื่อผลักดันให้ทั้งภาครัฐและองค์กรด้านสาธารณสุขร่วมรณรงค์เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตของมารดาและทารกแรกเกิดและ เพื่อให้เล็งเห็นถึงความสำคัญด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของสตรีในระยะยาว
ฟิลิปส์ ร่วมรณรงค์ในวันอนามัยโลก ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสุขภาพของมารดาและทารก ด้วยการพัฒนาโซลูชันอัลตร้าซาวด์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีAI ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การดูแลสุขภาพแบบเฉพาะบุคคล และการติดตามอาการจากระยะไกล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มากขึ้นเพื่อส่งเสริมอนาคตด้านการดูแลสุขภาพที่ดีสำหรับมารดาและทารกทั่วโลก
นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยAI มีศักยภาพในการปฏิวัติการเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่เหมาะสม
ในปีพ.ศ. 2566รอยัลฟิลิปส์ (NYSE: PHG, AEX: PHIA) ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการดูแลสุขภาพระดับโลก ได้รับทุนสนับสนุนเป็นครั้งที่สองจากมูลนิธิเกตส์ (Gates Foundation) เป็นมูลนิธิเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลกจัดตั้งโดยบิลเกตส์และเมลินดาเกตส์เพื่อเร่งขยายการพัฒนาแอปพลิเคชันด้านสูตินรีวชที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีAI ผ่านการใช้เครื่องอัลตราซาวด์แบบพกพาPhilips Lumify โดยเทคโนโลยี AI นี้สามารถช่วยสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการตรวจหาพารามิเตอร์ที่สำคัญ เพื่อระบุความเสี่ยงของการตั้งครรภ์และช่วยให้พวกเขาสามารถแนะนำแนวทางการดูแลที่เหมาะสมได้
เมื่อพร้อมใช้งาน โซลูชันอัลตร้าซาวด์ของฟิลิปส์ด้านสูตินรีเวชที่ขับเคลื่อนด้วย AI นี้จะเข้ามาสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และพยาบาลผดุงครรภ์ในการเก็บข้อมูลสำคัญของมารดาและทารกในครรภ์ โดยต้นแบบปัจจุบันสามารถระบุพารามิเตอร์ที่สำคัญ อาทิเช่น อายุครรภ์และขนาดของถุงน้ำคร่ำ ซึ่งช่วยในการประเมินการตั้งครรภ์และสุขภาพของทั้งมารดาและทารกได้
ตั้งแต่ที่มูลนิธิเกตส์ให้ทุนสนับสนุนช่วงแรกในปีพ.ศ. 2564มีการดำเนินการโครงการนำร่องในเคนยา ซึ่งส่งผลลัพธ์เชิงบวก โดยโซลูชันนี้ช่วยให้สามารถตัดสินใจด้านการดูแลสุขภาพของสตรีมีครรภ์ได้ดีขึ้นในชุมชนชนบทและพื้นที่ห่างไกล
ในแต่ละวันมีสตรีกว่า800 คนทั่วโลกที่ตั้งครรภ์และเสียชีวิตจากสาเหตุที่ป้องกันได้โดยเกือบ95% ของมารดาที่เสียชีวิตในปีพ.ศ.2563อาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงรายได้ปานกลางล่างในขณะที่มารดาทั่วโลกราว287,000คนเสียชีวิตระหว่างตั้งครรภ์จนถึงหลังคลอดโดยสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากภาวะแทรกซ้อนระหว่างและหลังการตั้งครรภ์และหลังการคลอดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์และส่วนใหญ่สามารถป้องกันหรือรักษาได้ อาทิ การตกเลือด การติดเชื้อ ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์เป็นต้นในปีพ.ศ.2563ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการตายของมารดาเท่ากับ117ต่อการเกิดมีชีพ100,000คนเมื่อจำแนกตามกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกได้ทำการคาดการณ์อัตราการตายของมารดาไทยเท่ากับ29ต่อการเกิดมีชีพ100,000คนและอัตราการตายของมารดาไทยเป็นอันดับ3ของภูมิภาคเซียน (ASEAN) รองจากประเทศสิงคโปร์ (7ต่อการเกิดมีชีพ 100,000คน) และมาเลเซีย (21ต่อการเกิดมีชีพ100,000คน)ทั้งนี้ การได้รับการดูแลจากบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งช่วงก่อนระหว่างและหลังการคลอดสามารถช่วยชีวิตของมารดาและทารกแรกเกิดได้i
นายวิโรจน์ วิทยาเวโรจน์ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟิลิปส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า“ฟิลิปส์ เรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบนวัตกรรมอันทรงคุณค่าเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล เราได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรมากมาย เพื่อจัดการทรัพยากรและนำความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์มาช่วยกันแก้ปัญหาและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้น เรามีการพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันที่ครอบคลุมการให้บริการทางการแพทย์ระยะไกล และการสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์อย่างเต็มที่ และสำหรับวันอนามัยโลก 2025 นี้เราจึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์เพื่อการดูแลสุขภาพของมารดาและทารก เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพมารดาและลดอัตราการเสียชีวิตของหญิงตั้งครรภ์ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นสุขภาพที่สำคัญในประเทศไทย รวมถึงในประเทศที่กำลังพัฒนาอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน”
ผลลัพธ์เชิงบวกจากโครงการนำร่อง
ในช่วงที่ดำเนินโครงการนำร่องในประเทศเคนยา โซลูชันอัลตร้าซาวด์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI นี้ ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยความก้าวหน้าของดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยี AI บุคลากรทางการแพทย์จึงไม่จำเป็นต้องประมวลและแปรผลภาพโดยตรงอีกต่อไป และยังช่วยลดระยะเวลาในการฝึกอบรมให้กับพยาบาลผดุงครรภ์จากหลายสัปดาห์เหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการคัดกรองผู้ป่วยในขณะเดียวกัน มารดาที่ตั้งครรภ์เองก็สามารถติดตามพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ และหากพบความผิดปกติ ผู้ป่วยจะถูกส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อทำการตรวจเพิ่มเติม
"หนึ่งชีวิตที่สูญเสียคือความสูญเสียที่มากเกินแล้ว"ดร. เบียทริซ มูราเก ผู้อำนวยด้านความยั่งยืนและการเข้าถึงระบบสาธารณสุข ฟิลิปส์ โกลบอล ได้กล่าวในระหว่างการให้สัมภาษณ์นิตยสาร TIME ฉบับพิเศษเกี่ยวกับอนาคตของระบบสาธารณสุข เครื่องอัลตราซาวด์แบบพกพาที่ขับเคลื่อนด้วยโซลูชันAI ใหม่นี้มีศักยภาพที่จะปฏิวัติวงการอัลตราซาวด์ ช่วยลดช่องว่างด้านการดูแลสุขภาพของมารดาในประเทศเคนยาได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ดร. เบียทริซ มูราเก และ ดร. นิดี ลีคา นักรังสีวิทยาจากมหาวิทยาลัยAga Khan University ในประเทศเคนยา ซึ่งเป็นพันธมิตรทางคลินิกคนสำคัญของฟิลิปส์มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงระบบสาธารณสุขให้กับผู้หญิงทั่วโลก
โซลูชันใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยAI ช่วยคัดกรองความเสี่ยงและสร้างความมั่นใจ
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์เข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์อย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนอายุครรภ์ครบ24 สัปดาห์ เพื่อประเมินอายุครรภ์และตรวจหาความผิดปกติของทารกในครรภ์ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
ด้วยความสามารถของเทคโนโลยีAI ที่พัฒนาขึ้นเพื่อแปลผลข้อมูลภาพจากเครื่องอัลตราซาวด์ Philips Lumifyจะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถระบุการตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในการส่งต่อผู้ป่วยต่อไปและยังช่วยเสริมความมั่นใจให้แก่มารดาที่ตั้งครรภ์ในการตัดสินใจเลือกแนวทางการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับตนเองด้วยเช่นกัน
เดนิลสัน ฮิรากิ คุราโทมิ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจอัลตราซาวด์ ฟิลิปส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า "อัลตราซาวด์เป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจคัดกรองการตั้งครรภ์ แต่การฝึกอบรมการใช้งานเพื่อให้สามารถแปลผลได้อย่างถูกต้องก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน นอกจากโครงการนำร่องที่ฟิลิปส์ โกลบอลได้ดำเนินการแล้ว ฟิลิปส์ ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังให้การสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในภูมิภาคในการตรวจคัดกรองความเสี่ยงการตั้งครรภ์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยมีเป้าหมายเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของมารดา และการนำนวัตกรรมใหม่เข้าสู่ตลาด เรามั่นใจว่าจะมาช่วยยกระดับการเข้าถึงระบบสาธารณสุขของมารดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนชนบทและพื้นที่ห่างไกลทั่วทั้งภูมิภาค"