BANGKOK
กทม.-นครนายกนำเทคโนฯช่วยเกษตรกร สกัดเผาต้นตอฝุ่นข้ามจังหวัด
กรุงเทพฯ-กทม. จับมือ นครนายก หนุนเทคโนโลยีช่วยเกษตรกร สกัดเผาต้นตอฝุ่นข้ามจังหวัด พร้อมผนึกกำลังหน่วยงานรัฐ - ภาคเอกชนโลก ยกระดับมาตรการคุมกำเนิด PM2.5
(12 ม.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายชานน วาสิกศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกร่วมประชุมแนวทางการบริหารจัดการฝุ่นละออง PM2.5 แบบบูรณาการและความร่วมมือข้ามจังหวัดระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครนายก ณ ห้องนพรัตน์ ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) เขตพระนคร
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า วันนี้เป็นการประชุมหารือคณะทำงานความร่วมมือเพื่อควบคุมและบริหารจัดการปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 จากการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมระหว่างกรุงเทพมหานคร จังหวัดนครนายก และภาคเอกชน คือ ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) นับเป็นการเดินหน้าที่ดีเพราะเรื่องฝุ่นมีหลายมิติในการแก้ไข
•ลดการเผานาในกรุงเทพฯ ได้ 100% บูรณาการนครนายก และภาคเอกชน เร่งเครื่องมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลดการเผากำจัดต้นตอฝุ่น
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นมีปัจจัยจาก 3 ส่วน คือ สภาพอากาศปิด การเผาชีวมวลทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และเพื่อนบ้าน และฝุ่นจากไอเสียรถยนต์ โดยวันนี้เน้นการหารือเรื่องการเผาชีวมวลเป็นหลัก ก่อนหน้านี้มีการเผาในพื้นที่ กทม. ประมาณ 6,000 ไร่ แต่ในปี 68 มีการเผาเป็น 0 ไร่ ซึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ เราสามารถควบคุมการเผานาได้ 100% แล้ว แต่ปัญหาที่เหลือคือการเผาในจังหวัดปริมณฑลและพื้นที่รอบนอก 6 จังหวัดที่เราให้ความสำคัญ ได้แก่ ปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า การเชิญจังหวัดนครนายกมาหารือ เนื่องจากมีกลุ่มพื้นที่นาที่มีตอซังข้าวสูงและเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ ทำให้กำจัดตอซังข้าวได้ยาก หากจุดนี้มีการเผา กรุงเทพฯ จะได้รับผลกระทบจนค่าฝุ่นพุ่งสูงเป็นสีแดง เราจึงประสานงานกับจังหวัดนครนายกมาอย่างต่อเนื่อง 3-4 เดือน เพื่อหามาตรการลดการเผาและช่วยเหลือเกษตรกร นอกจากนี้ เรายังได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน และหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ BOI ที่สนับสนุนเครื่องมือและอุปกรณ์กำจัดตอซัง ธนาคาร ADB สนับสนุนการใช้จุลินทรีย์และการฉีดพ่นด้วยโดรนช่วยย่อยสลายโดยไม่ต้องตัดหรืออัดและทดแทนการเผา และโครงการของ GIZ ที่เข้ามาช่วยวางระบบควบคุมการเผาที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันพบว่าจุดเผาในนครนายกลดลงอย่างมาก ส่งผลให้สภาพอากาศในกรุงเทพฯ ช่วงเดือน ธ.ค. – ม.ค. ดีขึ้นอย่างชัดเจน
โดยข้อสรุปจากการหารือกับจังหวัดนครนายกและคณะทำงานในวันนี้คือ 1. เดินหน้าหามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ทั้งเรื่องการใช้จุลินทรีย์และเครื่องจักร 2. ประสานงานกับจังหวัดนครนายกอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่สภาพอากาศปิด เช่น ในสัปดาห์นี้ที่เราได้แจ้งล่วงหน้าไป 5 วัน เพื่อให้ทางจังหวัดช่วยกำกับดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด หากระงับการเผาในช่วงนี้ได้ จะช่วยลดปริมาณฝุ่นในกรุงเทพฯ ไม่ให้สูงตามที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งแนวทางนี้จะถูกขยายผลไปยังอีก 5 จังหวัดที่เหลือต่อไป
•กทม. ผนึกกำลังทุกภาคส่วน ยกระดับมาตรการคุมกำเนิด PM2.5 ทุกมิติ
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการหารือกับจังหวัดนครนายกเพื่อลดการเผาแล้ว กทม. ยังมีการบูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน เพื่อยกระดับการกำจัดฝุ่นที่ต้นตอ อาทิ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีโดยได้สั่งการให้เฝ้าระวังควบคุมการเผาอย่างเข้มงวดในช่วงอากาศปิด กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปรับมาตรฐานการตรวจวัดควันดำให้เข้มงวดขึ้น ทำให้ตรวจจับรถควันดำได้มากขึ้นถึง 4 เท่า โดยล่าสุดตรวจพบเกือบ 200 คันในวันเดียว กระทรวงอุตสาหกรรม ปรับปรุงมาตรฐานการปล่อยควันจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เข้มงวดในการตรวจจับรถที่ปล่อยมลพิษ รวมถึงมาตรการ Work From Home ที่ กทม. ขอความร่วมมือจากภาคเอกชนเพื่อให้คนลดการเดินทาง ไปทำงาน ลดฝุ่นจากการจราจร
“หัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาฝุ่นคือ การใช้เทคโนโลยีนำ และอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะปัญหาฝุ่นมีที่มาจากหลายปัจจัยและหลายพื้นที่ การบูรณาการความร่วมมือเช่นนี้จะช่วยให้สถานการณ์ฝุ่นดีขึ้นได้” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
ในวันนี้ รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร พญ.เลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง รองปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานกรุงเทพมหานครและจังหวัดนครนายก ที่เกี่ยวข้อง ร่วมการประชุม
