BANGKOK
กทม.เตรียมมาตรการเฝ้าระวัง-ป้องกัน การแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์
กรุงเทพฯ-นายเกรียงไกร ตั้งจิตรมณีศักดา ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวถึงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H3N2 รวมถึงมาตรการเชิงรุกและเตรียมความพร้อมระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของสถานพยาบาลในสังกัด เพื่อรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยว่า สนพ. ได้ประสานกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางระบาดวิทยา ติดตามการกลายพันธุ์ของสายพันธุ์ A H3N2 และเฝ้าระวังดัชนีการแพร่ระบาดในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะเดียวกันได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ทั้ง 69 แห่ง และโรงพยาบาลในสังกัด โดยเน้นการสุ่มตรวจในกลุ่มผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เพื่อประเมินแนวโน้มการแพร่ระบาดในชุมชน พร้อมกันนี้ได้เตรียมมาตรการเฝ้าระวังและจัดทำแนวทางการดำเนินงานควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ รวมถึงภัยสุขภาพต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยสั่งการให้ทุกโรงพยาบาลในสังกัดเฝ้าระวัง และควบคุมการแพร่ระบาด ดำเนินการวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้องตามแนวทางการรักษาของโรค จัดการสำรองยาให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วย จัดเตรียมวัคซีนป้องกันควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงให้บริการเชิงรุกให้ความรู้ เช่น การจัดกิจกรรม นิทรรศการ แก่ประชาชนที่มารับบริการ และประชาชนในพื้นที่โดยรอบโรงพยาบาลให้มีความตระหนักในการดูแลและป้องกันสุขภาพของตนเอง
นอกจากนี้ ได้เตรียมพร้อมระบบบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ให้การวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องตามแนวทางการรักษาของโรค สำรองยาให้เพียงพอต่อการรักษาผู้ป่วย จัดเตรียมวัคซีนป้องกันควบคุมโรคตามฤดูกาล ได้แก่ โรคโควิด-19 โรคหัด โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากเชื้อไวรัสให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ควบคุมการแพร่ระบาดในช่วงฤดูหนาว พร้อมจัดเตรียมเวชภัณฑ์สำหรับการป้องกันและรักษาโรค ตั้งจุดคัดกรองด้านหน้าทางเข้าโรงพยาบาล ตรวจวัดอุณหภูมิ เจลล้างมือให้กับประชาชนที่มารับบริการที่โรงพยาบาล รวมถึงรณรงค์ส่งเสริมความรู้ให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และประชาชนกลุ่มเสี่ยง สร้างความเข้าใจ ย้ำเตือนประชาชนต้องระมัดระวัง ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ รับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย และครบ 5 หมู่ สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ดื่มน้ำมาก ๆ ล้างมือให้สะอาด ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่มีโรคประจำตัว พร้อมให้ความรู้ ข้อแนะนำ ซึ่งบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจะเน้นการเข้าถึงกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ เพื่อให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพ การสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันโรคเบื้องต้นตามชุมชนและสถานที่ที่มีคนแออัด ทั้งนี้ หากสงสัย ในอาการเจ็บป่วยสามารถพบแพทย์ผ่าน Telemedicine แอปพลิเคชัน “หมอ กทม.” เพื่อตรวจวินิจฉัยอาการได้อย่างรวดเร็ว และสามารถปรึกษาเรื่องสุขภาพได้ที่สายด่วนสุขภาพ สนพ. โทร. 1646 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
นางดวงพร ปิณจีเสคิกุล ผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ในปี 2568 พบผู้ป่วยสะสมจำนวนประมาณ 150,000 ราย มีจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าปีก่อนหน้าประมาณ 1.65 เท่า มีผู้เสียชีวิตสะสม 6 ราย กลุ่มอายุที่ป่วยสูงสุดได้แก่ กลุ่มเด็กอายุ 5-9 ปี รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 0-4 ปี และ 10-14ปี ตามลำดับ โดย กทม. ได้ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมความรู้ เพื่อสร้างความเข้าใจและความตระหนักให้ประชาชนทุกกลุ่มได้มีความรู้เกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่ และให้คำแนะนำวิธีดูแลสุขภาพ สุขอนามัย และปฏิบัติตามมาตรการป้องกันตนเองด้วย โดยเฉพาะการสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในสถานที่ที่มีคนแออัด หรือเมื่อมีอาการเจ็บป่วย เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและแพร่เชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงเชื้อโรคต่าง ๆ พร้อมแนะนำให้ฉีดวัคซีน เพื่อลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ ลดอาการเจ็บป่วยรุนแรง และความเสี่ยงการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนของโรค โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ซึ่งเข้าสู่ฤดูกาลการระบาดของโรค ซึ่งเชื้อไวรัสต่าง ๆ สามารถแพร่กระจายได้มากขึ้น
สำหรับความคืบหน้าการให้บริการวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สนอ. ได้ให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แก่ประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ 7 กลุ่มเสี่ยง ทั้งในศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) และให้บริการฉีดวัคซีนเชิงรุกในชุมชน สถานดูแลผู้สูงอายุ และในโรงเรียนสังกัด กทม. ซึ่งได้รณรงค์ฉีดวัคซีนประจำปีไปแล้วในช่วงเดือน พ.ค. - ส.ค. 68 และฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมการระบาดในฤดูหนาวในเดือน ต.ค. 68 รวมทั้งสิ้นประมาณ 250,000 โดส นอกจากนี้ ได้เตรียมความพร้อมระบบบริการทางการแพทย์ เพื่อรองรับการดูแลรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ เตรียมแถบ Rapid Test สำหรับวินิจฉัยโรค เตรียมยารักษาโรคตามแนวทางการรักษาโรค และให้บุคลากรเฝ้าระวังการระบาดของโรคอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการติดตามผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่อาจเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจเพิ่มขึ้นในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด

