SUSTAINABILITY

เผยผลสำรวจคนไทย 88% อ่วมพิษสวล. ทีอีไอเสนอพรรคการเมืองดัน3นโยบาย



กรุงเทพฯ 19 มกราคม 2569 – สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) พร้อมด้วย องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) สมาคมส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (ประเทศไทย) (Thai SCP)และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เปิดเวทีดีเบตเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้งในงาน “TEI: Thai Envi Next: ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569” โดยสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เตือน “สิ่งแวดล้อม” กำลังชี้อนาคตประเทศ หลังผลสำรวจพบ 88% ของคนไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน ชี้นโยบายสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ประเด็นรองของการเมืองอีกต่อไป พร้อมเรียกร้องให้พรรคการเมืองยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ผ่าน 3 นโยบายหลัก คือ กฎหมายอากาศสะอาด การจัดการน้ำทั้งระบบรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดการขยะครบวงจร เพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขันและคุณภาพชีวิตของประเทศในระยะยาว

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดเผยว่า “ตลอดปี 2568 โลกและประเทศไทยเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมสำคัญ 3 ด้านที่เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ได้แก่ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สะสมต่อเนื่องส่งผลให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งประเทศไทยต้องเผชิญทั้งอุทกภัยและภัยแล้งสลับรุนแรง วิกฤตความหลากหลายทางชีวภาพ จากการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่กระทบระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารอย่างปลาหมอคางดำ และวิกฤตมลพิษ ทั้งปัญหา PM2.5 หมอกควันในประเทศและข้ามพรมแดน และขยะจำนวนมหาศาล รวมถึงไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งล้วนสะท้อนว่าสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ปัญหาไกลตัวอีกต่อไปแต่เป็นความเสี่ยงที่กระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง”

โดย สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ได้ทำการสำรวจ “เสียงคนไทย 2568: วิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้!” จำนวนมากกว่าหนึ่งพันคนทั่วประเทศ พบว่า กว่า 88% ของประชาชน ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมในระดับปานกลางถึงรุนแรง ทั้งต่อสุขภาพ รายได้ และทรัพย์สิน โดยปัญหาสิ่งแวดล้อม3 อันดับแรกที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ ได้แก่ มลพิษทางอากาศ (PM2.5) 42% การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) 22% และมลพิษขยะ และของเสีย 15% ขณะเดียวกัน คนส่วนใหญ่อยากให้พรรคการเมืองเร่งผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อม 3 อันดับแรก ได้แก่ กฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) การจัดการน้ำทั้งระบบ (แก้ผังเมือง/ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง) การจัดการขยะครบวงจร (Zero Waste)

ทั้งนี้ ผลสำรวจสะท้อนชัดว่า คนไทยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยตรง ทำให้นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ประเด็นรองของการเมืองอีกต่อไป แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของอนาคตประเทศและความอยู่รอด” ที่รัฐต้องยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจ สุขภาพ และความมั่นคงของสังคม พร้อมกำหนดทิศทางคุณภาพชีวิตและความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว ซึ่งภายในงาน “TEI: Thai Envi Next: ผ่าโจทย์สิ่งแวดล้อมกับพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง 2569” ครั้งนี้ ได้เปิดเวทีดีเบตเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมให้ 9 พรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมผ่านรูปแบบคลิปวิดีโอความยาวประมาณ 3 นาที โดยพรรคการเมืองมีนโยบายหลัก ๆ ที่แตกต่างกัน ดังนี้

- พรรครวมไทยสร้างชาติ (เบอร์ 6) โดย คุณนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 3 ชูนโยบายสิ่งแวดล้อมเชิงโครงสร้าง มุ่งยุติการนำเข้าขยะจากต่างประเทศ ผลักดันกฎหมาย Climate Change และภาษีคาร์บอน จัดการมลพิษเมืองด้วยเขตควบคุมมลพิษต่ำ คัดแยกขยะจากต้นทาง ยกระดับซาเล้ง ตลอดจนเปิดทางโซลาร์เสรีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประชาชน

- พรรคพลวัต (เบอร์ 7) โดย คุณกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ชูนโยบาย สิ่งแวดล้อม คือ สิทธิมนุษยชน ยกระดับสิทธิการเข้าถึงอากาศสะอาดด้วย การทูตเชิงรุก แก้ปัญหาฝุ่นพิษข้ามพรมแดนจากต้นทาง พร้อมผลักดันกติกาการค้าโลกด้วยมาตรการ Business & Human Rights คว่ำบาตรสินค้าและบริษัทที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อคืนอากาศบริสุทธิ์ให้คนไทย

- พรรคเพื่อไทย (เบอร์ 9) โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1ประกาศวิสัยทัศน์ Net Zero 2050 ขับเคลื่อน 11 นโยบายสิ่งแวดล้อมแบบครบวงจร มุ่งเน้นการใช้กฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด คืนลมหายใจบริสุทธิ์ให้ประชาชน ควบคู่การลงทุน Mega Projects บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและสร้างเศรษฐกิจใหม่จากสินค้า Green Premium

- พรรคประชาธิปัตย์ (เบอร์ 27) โดย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค (ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล) แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 3 ชูแนวทางผลักดันขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่การอนุรักษ์ มุ่งสู่ Net Zero 2050 ยกระดับการแข่งขันสินค้าไทยด้วยฉลากคาร์บอน และระบบคาร์บอนเครดิตเพื่อลดการปล่อยก๊าซจากภาคการผลิตเศรษฐกิจสีเขียว เสริมพลังงานสะอาด ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ยกระดับอากาศสะอาดด้วยเทคโนโลยี สนับสนุนการจัดการขยะ และขับเคลื่อนการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวภาครัฐ

- พรรคภูมิใจไทย (เบอร์ 37) โดย คุณวราวุธ ศิลปอาชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบบัญชีรายชื่อ ชูนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียวพลัส” (Green Economy Plus)

มุ่งลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ให้ประชาชนด้วยโครงการ โซลาร์รูฟท็อป ผลิตไฟใช้เอง พร้อมเปลี่ยนวิถีเกษตรกรให้พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนแทนนโยบายการแจกเงิน เน้นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งการจัดการขยะทะเลและแก้ฝุ่น PM2.5 เพื่อส่งต่อสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้แก่คนรุ่นลูกหลาน

- พรรคโอกาสใหม่ (เบอร์ 44) โดย คุณจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบาย Green No Grey (เศรษฐกิจเขียว โปร่งใส ประเทศไทยยั่งยืน) มุ่งแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบด้านเพื่อขับเคลื่อน เศรษฐกิจสีเขียว ที่แข่งขันได้จริงในเวทีโลก พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนและเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยมาตรการที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนในการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน

- พรรคประชาชน (เบอร์ 46) โดย คุณเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต/ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอยุทธศาสตร์รับมือ Climate Change แบบครบวงจร

มุ่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี พร้อมเดินหน้าบังคับใช้ กฎหมายอากาศสะอาดผ่านศูนย์บัญชาการมลพิษที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพและจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ ชูนโยบาย กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อจัดการไฟป่าและเปลี่ยนระบบจัดการขยะสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ควบคู่การฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและดูแลสวัสดิภาพสัตว์อย่างเป็นระบบ

- พรรคไทยสร้างไทย (เบอร์ 48) โดย คุณปริเยศ อังกรูกิตติ โฆษกของพรรคไทยสร้างไทย ชูการมุ่งสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อมกับปากท้องเกษตรกร เน้นมาตรการเยียวยาและแก้ปัญหาฝุ่นพิษทั้งระยะสั้น-ยาว พร้อมผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เอาผิดผู้ก่อมลพิษ และปฏิรูประบบจัดการขยะพิษด้วยเกณฑ์ EPR เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตคนตัวเล็กอย่างยั่งยืน

- พรรคไทยก้าวใหม่ (เบอร์ 49) โดย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศวาระเร่งด่วน จัดการภัยพิบัติ-ขจัดฝุ่นพิษ ผลักดัน

แก้รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็น หน้าที่รัฐ รัฐต้องรับผิดชอบ สร้างระบบเตือนภัยน้ำท่วม-น้ำแล้ง  ควบคู่การบังคับใช้กฎหมายควบคุมมลพิษอุตสาหกรรมที่ต้นตออย่างเด็ดขาดเพื่อคืนอากาศสะอาดให้ประชาชน ลุยปราบโรงงานปล่อยมลพิษแบบเบ็ดเสร็จ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันกรุงเทพฯ จมน้ำทะเลหนุนอย่างยั่งยืน

“อย่างไรก็ตาม ภาพรวมนโยบายของพรรคการเมืองสะท้อนให้เห็นว่า ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดนโยบายการพัฒนาประเทศ ซึ่งแนวทาง กลไก และระดับความชัดเจนในการดำเนินการยังมีความแตกต่างกันในแต่ละพรรค โดย TEI มุ่งขับเคลื่อนและส่งต่อองค์ความรู้ด้าน การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) โดยใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ ความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และประสบการณ์จากพื้นที่เป็นฐาน เพื่อสนับสนุนนโยบายและการปฏิบัติที่ช่วยให้สังคมไทย ภายใต้แนวคิด ปรับ (นโยบาย) – เปลี่ยน (พฤติกรรม) – ปลอด (ปลอดภัยจากวิกฤตสิ่งแวดล้อม) เพื่อให้สามารถรับมือความเสี่ยงจากโลกร้อน มลพิษ และภัยพิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม ลดผลกระทบต่อประชาชนและระบบนิเวศในระยะยาว” ดร.วิจารย์ กล่าวทิ้งท้าย

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้เปิดเวทีเสวนา “อนาคตสิ่งแวดล้อมไทยหลังการเลือกตั้ง” โดยได้รับเกียรติจากนักวิชาการด้านสังคม ภาคธุรกิจ สิ่งแวดล้อมและคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วย ศ. ดร.จำลอง โพธิ์บุญ ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ศ. ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดี (ความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คุณพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะกรรมการบริหารองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ คุณกานต์รวี ศรีแสงทรัพย์ เครือข่ายเยาวชนระดับโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย (Global Youth Biodiversity Network for Thailand: GYBN) ร่วมวงเสวนาถกประเด็นนโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมือง ติดตามความเคลื่อนไหวของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยได้ที่เว็บไซต์ https://www.tei.or.th/ และเพจเฟซบุ๊ก https://m.facebook.com/tei.or.th/