LIFE & STYLE

CEAจัดเวทีเสวนา 'เศรษฐกิจสร้างสรรค์' เปิดแนวทางขับเคลื่อน'ดนตรี-คอนเทนต์'



กรุงเทพฯ-สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดเวทีเสวนาภายในงาน “CEA Forum 2026” ดึงผู้ประกอบการเอกชน หน่วยงานรัฐ และนักวิชาการ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อสร้างอนาคต “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ให้กับประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจากตัวแทนหลากหลายองค์กร ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, หอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง ม. ธรรมศาสตร์, สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA), YUPP! ENTERTAINMENT, Tencent Thailand และบริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดแนวทางการขับเคลื่อน “ดนตรี - คอนเทนต์” ของไทยสู่ตลาดสากล และการผลักดันพัฒนา “เมือง” ให้เติบโตทางเศรษฐกิจได้ด้วยความคิดสร้างสรรค์

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดเวทีประจำปี “CEA Forum 2026” ขึ้นเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 เพื่อแสดงวิสัยทัศน์และแผนงานของ CEA โดยมี นายไชยยง รัตนอังกูร ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ขึ้นกล่าวเปิดงาน นำเสนอการรับมือโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของประเทศในยุคที่มีความท้าทายรอบด้านเกิดขึ้นทั่วโลก ด้วยการผลักดันให้ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ที่จะช่วยให้ประเทศไทยลดการพึ่งพิงอุตสาหกรรมที่ต้องแข่งขันด้านราคาและปริมาณการผลิต พร้อมเข้าสู่การแข่งขันด้วยความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP)

ในเวทีเดียวกันนี้ CEA ได้จัดช่วงการเสวนา Panel Discussion ภายใต้หัวข้อ “Creative Nation 2026: เราจะสร้างอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไปด้วยกันอย่างไร?” โดยเชิญผู้เข้าร่วมการเสวนาจากทั้งภาคเอกชน หน่วยงานรัฐ และนักวิชาการ เพื่อค้นหาคำตอบถึงทิศทางการสร้างอนาคตเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมกัน

“ดนตรี - คอนเทนต์” เข้มข้นด้วย “อัตลักษณ์ - วัฒนธรรมไทย” แต่เข้าถึงรสนิยมสากล

สำหรับช่วงที่ 1 ของการเสวนาเป็นการพูดคุยในมิติของธุรกิจสร้างสรรค์ ซึ่งมีทิศทางการสร้างอนาคตให้เติบโตผ่านการส่งออก IP คอนเทนต์สู่ตลาดต่างประเทศ โดย คุณกัลป์ กัลย์จาฤก กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการสร้างคอนเทนต์ไทยให้ไปสู่ระดับสากล หรือ “Local to Global” ว่าจะต้องมีหลักคิดการถ่ายทอดเรื่องราวของท้องถิ่น (Local) ให้ระดับสากล (Global) เข้าใจ และจะต้องมีทีมงานที่เข้มแข็งตั้งแต่การวิจัยก่อนเขียนบท งานเขียนบท งานโปรดักชันที่ได้มาตรฐาน สุดท้ายคือการหาโอกาสเข้าสู่แพลตฟอร์มระดับโลกที่เข้ามาสนับสนุนการเผยแพร่ในวงกว้าง

“เนื้อเรื่องและภูมิหลังเรามาจาก Local ชัดเจน จุดตั้งต้นมาจากวัฒนธรรมของเรา แต่จะเล่าอย่างไรให้คนอื่นเข้าใจวัฒนธรรมเราได้” คุณกัลป์กล่าว

ทั้งนี้ กันตนา กรุ๊ป มีตัวอย่างการสร้างคอนเทนต์ Local to Global ที่ประสบความสำเร็จอย่างซีรีส์ “สืบสันดาน (Master of the House)” ที่เข้าฉายทาง Netflix ในปี 2567 และสามารถขึ้นชาร์ตระดับ Top 10 ซีรีส์ภาษาต่างประเทศ (Non-English) ที่มีผู้ชมสูงสุดใน 63 ประเทศทั่วโลก สะท้อนศักยภาพคอนเทนต์ไทยที่ได้รับการถ่ายทอดให้ถูกรสนิยมโลก ขณะที่ปีนี้ กันตนา กรุ๊ป เตรียมจะปั้น IP คอนเทนต์อีกหนึ่งเรื่องคือ “เพลิงพระนาง” ให้เป็นคอนเทนต์ที่ไม่เพียงตอบโจทย์แฟน ๆ ชาวไทย แต่จะยังพัฒนาให้ถูกใจผู้ชมในระดับสากลอีกด้วย

ด้าน Mr. Xiaokun Gao, Country Manager, Tencent Thailand ในฐานะผู้ให้บริการแพลตฟอร์มสตรีมมิง “WeTV” กล่าวถึงประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพทั้งด้านโอกาสทางการตลาดและบุคลากรในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ โดย Tencent มีความร่วมมือที่ช่วยผลักดันให้คอนเทนต์ไทยออกสู่ตลาดโลกในหลายแง่มุม เช่น การใช้เทคโนโลยี AI พากย์เสียงและสร้างคำบรรยาย (Subtitle) คอนเทนต์ภาษาไทยเป็นภาษาจีน เพื่อให้การส่งออกสู่ตลาดประเทศจีนง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ Tencent ยังสนับสนุนการสร้างออริจินอลซีรีส์ที่ใช้เนื้อหาและนักแสดงไทยออกฉายไปทั่วโลก โดยพบว่าซีรีส์กลุ่ม Boys’ Love ของไทยเป็นประเภทคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะในภูมิภาคละตินอเมริกาที่โด่งดังระดับที่มีฐานแฟนคลับบินข้ามโลกเพื่อมาร่วมงานแฟนมีตติ้งในประเทศไทย

สุดท้ายคือการนำโปรดักชันจากจีนมาสร้างคอนเทนต์ในเมืองไทย เป็นอีกส่วนที่จะช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทยให้โลกรู้จัก ตัวอย่างเช่น รายการวาไรตี้ “Tasteful Thailand” ที่จะออกฉายในเดือนมกราคมนี้ ซึ่งเป็นรายการนำเที่ยวเชิงอาหารเพื่อนำเสนอเสน่ห์ของอาหารไทยทั่วประเทศ

ทางฝั่งอุตสาหกรรมดนตรี คุณพลกฤต ศรีสมุทร ผู้ร่วมก่อตั้ง YUPP! ENTERTAINMENT ให้ความเห็นคล้ายคลึงกับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ว่า สิ่งสำคัญที่จะนำดนตรีหรือศิลปินไทยออกสู่ระดับสากลได้นั้น จะต้องพัฒนาบุคลากรในสายงานให้มีวิธีคิดและองค์ความรู้แบบ Global มากขึ้น เพื่อถ่ายทอดงานในแบบไทยให้ตรงใจผู้บริโภคทั่วโลก ซึ่งวันนี้นับว่าโอกาสของศิลปินไทยเปิดกว้างมากขึ้นและเป็นไปได้ เพราะแพลตฟอร์มสตรีมมิงดนตรีช่วยให้การส่งออกทำได้ง่ายขึ้น

ขณะที่ คุณชญาภัช แสงทับทิม ผู้จัดการสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงไทย (TECA) เสริมว่า ในฐานะที่สมาคมเป็นตัวแทนค่ายเพลงทุกขนาดตั้งแต่ขนาดใหญ่ถึงขนาดเล็กกว่า 100 บริษัท มองว่า ศิลปินไทยมีทักษะด้านดนตรีสูงที่สามารถแข่งขันในระดับโลกได้จริง แต่ยังขาดองค์ความรู้หลายด้านที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจ เช่น แหล่งเงินทุน การเจรจาธุรกิจ การทำสัญญา เครือข่ายทางธุรกิจ รวมถึงความเข้าใจเรื่องการสร้าง หาประโยชน์ และคุ้มครองผลประโยชน์จาก IP ให้รอบด้าน ซึ่งเหล่านี้ต้องการแรงสนับสนุนจาก CEA และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในอนาคต

“ความคิดสร้างสรรค์” สนับสนุนเศรษฐกิจใหม่ให้กับ “เมือง”

ช่วงที่ 2 ของการเสวนาเป็นการแลกเปลี่ยนในมิติของพื้นที่สร้างสรรค์ โดย คุณรัฐวิทย์ อังคสกุลเกียรติ ประธานหอการค้าจังหวัดศรีสะเกษ ฉายภาพการพัฒนาเมืองศรีสะเกษโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ผนวกกับทรัพย์สินทางวัฒนธรรมที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การปั้นแบรนด์ “ทุเรียนภูเขาไฟ” ให้มีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์เมือง การใช้วัฒนธรรมดนตรีอีสานเป็นฐานเพื่อจัดเทศกาลดนตรีดึงดูดผู้เข้าร่วมและรายได้เข้าสู่จังหวัด ล่าสุดศรีสะเกษยังเป็นแหล่งอุตสาหกรรมภาพยนตร์แห่งใหม่เมื่อ “จักรวาลไทบ้าน” สามารถสร้างกระแส “อีสานอินดี้” ขึ้นทั่วประเทศ และจะเป็นแหล่งงานที่สร้างอาชีพใหม่ให้กับชาวอีสาน

“เราอยู่ในเมืองเล็ก ห่างไกล สนามบินก็ไม่มี แต่ CEA เข้ามาช่วยเราค้นหาสินทรัพย์ที่เป็นทุนวัฒนธรรม ใช้ความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดและขายได้ ทำให้เรามีฝันที่จะไปให้ไกลขึ้น” คุณรัฐวิทย์ กล่าว

ด้าน รศ. ดร. พีรดร แก้วลาย อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวสอดคล้องกันว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็นพลังที่สามารถสร้างเศรษฐกิจทางเลือกให้กับเมืองได้ โดยเฉพาะในเมืองรองห่างไกลที่อาจต้องพึ่งพิงเฉพาะอุตสาหกรรมหลัก เช่น การเกษตร แต่เมื่อเกิดธุรกิจสร้างสรรค์ขึ้น จะทำให้คนรุ่นใหม่มีแหล่งงานรูปแบบอื่น และดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ได้กลับคืนบ้านเกิด จึงขอสนับสนุนให้รัฐเปิดพื้นที่ให้นักสร้างสรรค์ได้เข้าทำงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มากขึ้น

ปิดท้ายที่ คุณศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในมุมมองของหน่วยงานรัฐที่มีแนวคิดสอดคล้องกับการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ภายในเมืองว่า ที่ผ่านมา กทม. มีแนวคิด “รัฐยิ่งทำน้อยยิ่งดี แต่ต้องเปิดโอกาสให้คนที่เชี่ยวชาญเข้ามาทำให้มาก” กทม. ในฐานะผู้ดูแลพื้นที่จึงเปิดนโยบาย One Stop Service รวมศูนย์ให้ผู้ที่ต้องการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ในพื้นที่สาธารณะใน กทม. สามารถยื่นคำร้องผ่านเว็บไซต์เพียงแห่งเดียว ซึ่งช่วยแก้อุปสรรคความล่าช้าและยุ่งยากในการติดต่อ จนทำให้ กทม. มีกิจกรรมจัดขึ้นมากมาย เช่น เทศกาลดนตรีในสวน เทศกาลกรุงเทพกลางแปลง การจัดทำศิลปะสาธารณะ (Street Art) และการถ่ายทำภาพยนตร์ที่ง่ายขึ้น เหล่านี้คือตัวอย่างของการทำหน้าที่จากภาครัฐที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกด้านระบบระเบียบ เพื่อเอื้อให้เศรษฐกิจสร้างสรรค์เกิดขึ้นได้จริง

ข้อมูลโดย CEA ระบุว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยนั้นมีมูลค่า (GVA) สูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 8.01% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) ทั้งยังช่วยสร้างมูลค่าการส่งออกได้ถึง 3.91 แสนล้านบาท และสร้างตำแหน่งงานให้ประเทศโดยมีผู้ประกอบอาชีพนักสร้างสรรค์สูงถึง 9.8 แสนคนในไทย ดังนั้น อุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงไม่ใช่อุตสาหกรรมเสริม แต่เป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ดังที่ได้เห็นผ่านการเสวนาบนเวที “CEA Forum 2026” ในครั้งนี้