BANGKOK
ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่สู่ฉากทัศน์ ฝนตกหนัก300มม.มุ่งแผนอพยพ
กรุงเทพฯ-“อนาคตขึ้นอยู่กับปัจจุบัน หากเรามีการวางแผนที่ดี ระดมความรู้และเทคโนโลยีมาเตรียมพร้อม เชื่อว่าจะบรรเทาผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้” นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังร่วมเสวนาในหัวข้อ “From Risk to Action: กันก่อนท่วม ร่วมวาดอนาคตไทยพ้นภัยน้ำ” ในงานเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขตปทุมวัน วันนี้ (26 ม.ค. 69)
ในการเสวนา ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ได้กล่าวถึงแนวทางรับมือสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่ต้องเริ่มจากความเข้าใจปัจจัยเสี่ยงอย่างรอบด้าน โดยระบุว่า น้ำท่วมในกรุงเทพฯ เกิดจากน้ำ 3 แหล่งหลัก ได้แก่ น้ำฝน น้ำเหนือหลาก และน้ำทะเลหนุน
สำหรับการจัดการน้ำฝน หัวใจสำคัญคือการ “ดูดออก” สู่แม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้นระบบเส้นเลือดฝอยอย่างท่อระบายน้ำและคูคลองต้องทำงานได้ดี เพื่อส่งน้ำไปยังสถานีสูบน้ำหรืออุโมงค์ระบายน้ำ ซึ่งจากบทเรียนปี 2565 พบจุดเสี่ยงน้ำท่วม 737 จุด ปัจจุบัน กทม. แก้ไขแล้วเสร็จ 383 จุด แก้ไขแล้วเสร็จบางส่วน 133 จุด ที่เหลืออยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไข อีกทั้งยังได้เตรียมระบบ Mobile Pump เพื่อเข้าประจำจุดต่าง ๆ ที่ระบบหลักอาจรองรับไม่เพียงพอจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ
นอกจากนี้ จากบทเรียนที่เกิดขึ้นที่หาดใหญ่ กทม. ได้ยกระดับการเตรียมพร้อมด้วยการทำ Scenario Planning หรือการจำลองสถานการณ์ฝนตกหนัก 300 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ครอบคลุมทั้ง 50 เขต เพื่อวิเคราะห์จุดอ่อนรายพื้นที่ เช่น หากมีฝนตกหนักในระดับดังกล่าวในพื้นที่เขตดินแดง จะมีจุดที่น้ำท่วมหนัก 2 - 3 จุด และมีน้ำที่ต้องระบายออกถึง 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะใช้เวลาระบายประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้วางแผนบริหารจัดการน้ำและพัฒนาเป็นแผนอพยพ เพื่อให้ประชาชนรู้ล่วงหน้าว่าหากเกิดฝนระดับนี้ต้องเตรียมตัวอย่างไรหรืออพยพไปที่ใด
ในการจัดทำแบบจำลองคาดการณ์น้ำท่วม ได้มีการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมถึง MIT โดยนำข้อมูลสำคัญเข้าสู่โมเดล เช่น ความสามารถในการระบายน้ำของท่อระบายน้ำ ความสูงต่ำของพื้นที่ ปริมาณหรือลักษณะของฝน เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยง ทั้งยังได้ประสานงานกับการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวง เพื่อเตรียมแผนสำรองให้มั่นใจว่าจะมีไฟฟ้าจ่ายไปยังสถานีสูบน้ำและมีน้ำจืดให้ประชาชนใช้ได้แม้ในฉากทัศน์ที่เกิดน้ำท่วมสูงตามแบบจำลอง ทั้งนี้ หากแบบจำลองมีความชัดเจนก็จะทำให้การวิเคราะห์ฉากทัศน์ต่าง ๆ เป็นไปอย่างแม่นยำมากขึ้น และสามารถขยายผลโมเดลนี้ไปยังเขตต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในส่วนของการรับมือน้ำเหนือหลากและน้ำทะเลหนุน หัวใจสำคัญคือเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยปัจจุบัน กทม. ได้ก่อสร้างคันกั้นน้ำตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา คลองบางกอกน้อย และคลองมหาสวัสดิ์ ความยาว 88 กิโลเมตร ซึ่งมีความสูงต่างกันไปตามพื้นที่ ตั้งแต่ 2.8 - 3.5 เมตร อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดอ่อน (ฟันหลอ) จำนวน 120 จุด ซึ่งเป็นบริเวณท่าเรือหรือแนวที่เขื่อนยังไม่สมบูรณ์ กทม. จึงเร่งแก้ไขและใช้การเรียงกระสอบทรายป้องกันชั่วคราวในช่วงวิกฤต
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวด้วยว่า ปัญหาน้ำทะเลหนุนสูงเป็นความท้าทายระยะยาวในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งอาจต้องพิจารณาแนวทางจากต่างประเทศ เช่น เวนิส หรือเนเธอร์แลนด์ โดยย้ำว่าการแก้ปัญหานั้นต้องมีการวางแผนเชิงระบบและบริหารจัดการร่วมกันทั้ง 4 ลุ่มน้ำหลัก (แม่กลอง, ท่าจีน, เจ้าพระยา, บางปะกง) ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ เพราะกรุงเทพฯ เป็นเพียงจังหวัดปลายน้ำที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยลำพัง แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลและจังหวัดที่เกี่ยวข้องเพื่อวางแผนแก้ไขปัญหาในระยะยาวอย่างยั่งยืน
ส่วนข้อกังวลเรื่องการยุบตัวของกรุงเทพฯ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยืนยันว่าปัจจุบันกรุงเทพฯ หยุดการยุบตัวในภาพรวมแล้ว เนื่องจากการห้ามใช้น้ำบาดาล โดยการยุบตัวปัจจุบันเหลือเพียงระดับเซนติเมตรต่อปีเท่านั้น ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการขุดอุโมงค์ต่าง ๆ
สำหรับงานเสวนาครั้งนี้จัดขึ้นโดย ศูนย์กันก่อนท่วม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้โครงการ Chula the Impact ครั้งที่ 37 มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ จากเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของเมืองในการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานกล่าวเปิดงาน
