OPINION

ธรรมาธิปไตยกับรัฐธรรมนูญ: ทางออก วิกฤตการเมืองไทยสู่สันติและความยั่งยืน  โดย:ฟอนต์ สีดำ



บทนำ: วิกฤตการเมืองไทยในห้วงเปลี่ยนผ่านของสังคม

การเมืองไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มิได้เผชิญเพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอำนาจรัฐ หากแต่กำลังเผชิญวิกฤตที่ลึกซึ้งกว่านั้น คือวิกฤตแห่งความไว้วางใจ ความชอบธรรม และความศรัทธาของประชาชนต่อระบบการปกครองโดยรวม แม้ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง และมีกลไกตามหลักนิติรัฐอย่างครบถ้วน แต่ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงดำรงอยู่ ซ้ำยังทวีความรุนแรงในเชิงความรู้สึกและการแบ่งขั้วทางสังคม

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ปัญหาการเมืองไทยมิได้อยู่ที่ “การไม่มี กฎหมาย” หากแต่อยู่ที่ “การมีแต่กฎหมาย โดยขาดรากฐานทางคุณธรรม” กฎหมายอาจบังคับพฤติกรรมภายนอกได้ แต่ไม่อาจหล่อหลอมจิตสำนึกภายในของผู้คนได้อย่างสมบูรณ์ หากปราศจากหลักธรรมเป็นเครื่องกำกับ

พระพุทธศาสนาในฐานะรากฐานทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของสังคมไทย มิได้เสนอรูปแบบรัฐหรือระบบการเมืองโดยตรง หากเสนอ “คุณภาพของมนุษย์” ที่ควรดำรงอยู่ในทุกโครงสร้างอำนาจ บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ปัญหาการเมืองการปกครองของประเทศไทย โดยเชื่อมโยงหลักธรรมในพระไตรปิฎก หลักคำสอนในพระพุทธศาสนา เข้ากับกรอบรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการเมืองไทยอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับนักการเมือง ข้าราชการ และประชาชน

1. การเมืองในทัศนะพระพุทธศาสนา: อำนาจ ความชอบธรรม และธรรมาธิปไตย

ในพระไตรปิฎก ปรากฏแนวคิดทางการเมืองอย่างชัดเจนในอัคคัญญสูตร ซึ่งอธิบายกำเนิดรัฐและผู้ปกครองว่าเกิดจากการที่ประชาชนพร้อมใจกันสมมติบุคคลหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ระงับความวุ่นวายและรักษาความยุติธรรม แนวคิดนี้ชี้ว่า อำนาจมิได้มีฐานจากสายเลือด เทพเจ้า หรือกำลังอาวุธ หากแต่มีฐานจากความยินยอมของประชาชนและความสามารถในการรักษาธรรม

สาระสำคัญของแนวคิดดังกล่าว คือ “อำนาจที่ปราศจากธรรม ย่อมเสื่อม” ผู้ปกครองในทัศนะพุทธไม่ใช่ผู้ครอบครองอำนาจ หากเป็นผู้รับภาระทางศีลธรรมในการดูแลสังคม แนวคิดนี้เรียกว่า “ธรรมาธิปไตย” คือการให้อำนาจอยู่ภายใต้ธรรม มิใช่ให้ธรรมอยู่ภายใต้อำนาจ

ธรรมาธิปไตยมิได้ปฏิเสธกฎหมายหรือโครงสร้างรัฐ หากแต่ทำหน้าที่เป็นรากฐานทางจริยธรรม เพื่อให้การใช้อำนาจเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของมหาชน มิใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

2. รัฐธรรมนูญไทย พ.ศ. 2560: อุดมคติทางกฎหมายกับความเป็นจริงทางการเมือง

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 วางหลักการสำคัญหลายประการ ได้แก่ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หลักนิติรัฐ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และระบบตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ ในเชิงโครงสร้าง ถือเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความละเอียดรอบคอบด้านกลไกทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ปรากฏในทางปฏิบัติ คือช่องว่างระหว่าง “ตัวบท” กับ “ประสบการณ์ของประชาชน” แม้กระบวนการจะถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากประชาชนรู้สึกว่าไม่สะท้อนเจตจำนงของตน ความชอบธรรมย่อมถูกตั้งคำถาม

พระพุทธศาสนามองว่าความชอบธรรมมิได้เกิดจากพิธีกรรมหรือกระบวนการเพียงอย่างเดียว หากต้องเกิดจากศรัทธา ความไว้วางใจ และการปกครองที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง

3. การบังคับใช้กฎหมายกับปัญหาความยุติธรรม

การบังคับใช้กฎหมายเป็นหัวใจของหลักนิติรัฐ แต่ในสังคมไทย การบังคับใช้กฎหมายยังถูกตั้งคำถามในหลายกรณี ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้า ความไม่เสมอภาค หรือการตีความที่แตกต่างกันในคดีทางการเมือง

ในหลักทศพิธราชธรรม พระพุทธศาสนาเน้นคุณธรรมของผู้ใช้อำนาจ ได้แก่ อาชชวะ (ความซื่อตรง) อวิโรธนะ (ไม่คลาดธรรม) และอวิหิงสา (ไม่เบียดเบียน) หากผู้บังคับใช้กฎหมายขาดคุณธรรมเหล่านี้ แม้กฎหมายจะดีเพียงใด ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกแทนที่จะสร้างความยุติธรรม

4. การเลือกตั้ง การแข่งขัน และวัฒนธรรมความขัดแย้ง

การเลือกตั้งเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญไทยในเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม การหาเสียงและการสื่อสารทางการเมืองมักถูกครอบงำด้วยวาทกรรมรุนแรง การโจมตี และการสร้างภาพฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู

พุทธศาสนามองว่าการเมืองที่ดีต้องตั้งอยู่บนสังคหวัตถุ 4 คือ การให้ประโยชน์ วาจาที่สร้างสรรค์ การทำประโยชน์แก่ส่วนรวม และการวางตนเสมอภาค การขาดหลักเหล่านี้ทำให้การเมืองกลายเป็นสนามแข่งขันเชิงอำนาจ มากกว่าพื้นที่สร้างฉันทามติ

5. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจกับเสถียรภาพของรัฐ

ในจักกวัตติสีหนาทสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า ความยากจนเป็นจุดเริ่มต้นของอาชญากรรมและความเสื่อมของสังคม หลักธรรมนี้สะท้อนว่าการเมืองที่ไม่แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจัง ย่อมบั่นทอนความมั่นคงของรัฐในระยะยาว

แม้รัฐธรรมนูญจะกำหนดหน้าที่รัฐด้านสวัสดิการและความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ แต่ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถลดช่องว่างได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อความไม่พอใจทางการเมือง

6. แนวทางพัฒนาการเมืองไทยตามหลักธรรมและรัฐธรรมนูญ

6.1 นักการเมือง

นักการเมืองควรยึดทศพิธราชธรรมเป็นจริยธรรมประจำตน ไม่ใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง เปิดเผยข้อมูล และตระหนักว่าอำนาจคือภาระ มิใช่สิทธิ

6.2 ข้าราชการ

ข้าราชการต้องยึดหลักความเป็นกลาง ซื่อตรง และปฏิบัติตามกฎหมายด้วยจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบต่อประชาชน

6.3 ประชาชน

ประชาชนควรใช้สิทธิทางการเมืองด้วยสติ เคารพความเห็นต่าง และมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์ เพราะในทัศนะพุทธ สังคมคือผลสะท้อนของจิตใจหมู่ชน

บทสรุปเชิงโน้มน้าว: จากนิติรัฐสู่ธรรมรัฐ

ประเทศไทยมิได้ขาดรัฐธรรมนูญ และมิได้ขาดกฎหมาย แต่กำลังขาดการหล่อหลอมจิตสำนึกทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนธรรม หากการเมืองไทยสามารถผสานหลักนิติรัฐเข้ากับธรรมาธิปไตยได้อย่างกลมกลืน การปกครองจะไม่เพียงถูกต้องตามกฎหมาย แต่จะถูกต้องตามธรรม และนำไปสู่สันติภาพอย่างยั่งยืน
เรามีกฏหมายที่กีดกันศาสนาไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง โดยเฉพาะพุทธศาสนา กีดกันถึงขนาดไม่ยอมให้พระสงฆ์มีสิทธิ์ มีเสียงในการเลือกตัวแทนเพื่อมาปกครองประเทศ ในขณะศาสนาอื่น ไม่ว่าจะเป็นนักบวช หรือผู้นำทางศาสนา มีสิทธิ์ในทางการเมืองอย่างสมบูรณ์ แต่ผู้ถูกเลือกไม่ว่าจะมาจากนักบวช หรือผู้นำทางศาสนาได มีสิทธิ์ออกฏหมายมาตั้งหน่วยงานเพื่อปกครองคณะสงฆ์ นี่ถือเป็นความเหลื่อมล้ำทางการเมือง ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นกับประเทศไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักของประเทศ เพื่อความสงบสุขและความยั่งยืนของบ้านเมือง พวกเราพร้อมที่จะบูรณาการศาสนาให้คู่ไปกับการเมืองการปกครองหรือยัง?.....

เอกสารอ้างอิง

  1. พระไตรปิฎก ทีฆนิกาย อัคคัญญสูตร
  2. พระไตรปิฎก ทีฆนิกาย จักกวัตติสีหนาทสูตร
  3. พระไตรปิฎก มหาปรินิพพานสูตร
  4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
  5. พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมาธิปไตยกับประชาธิปไตย