THAILAND
แฉมาเฟียชุมพรยึดสวนปาล์มหมดสัปทาน จัดสรรแบ่งเก็บผลผลิตเดือนละ100ล้าน
ชุมพร-สาม สส. "บ้านใหญ่ชุมพร" ไม่ทน หลังถูกกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น อ้างชื่อ เข้ายึดสวนปาล์มหมดสัมปทานกว่า 3 หมื่นไร่ ในป่าสงวนแห่งชาติ จัดสรรแบ่งล็อคเก็บผลผลิตขายเดือนละกว่า 100 ล้าน เปิดโปงทำเป็นกระบวนการ มีทั้งผู้นำท้องที่ นักการเมืองท้องถิ่น ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ รับส่วยตั้งแต่ระดับล่างถึงระดับสูง จนปล่อยเกียร์ว่างสร้างปัญหามานาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 24 ก.พ.69 พล.ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร ได้รับการประสานจาก นายสุพล จุลใส นายวิชัย สุดสวาสดิ์ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ ว่าที่ สส.พรรคภูมิใจไทย ทั้ง 3 เขตจังหวัดชุมพร ว่ามีกลุ่มบุคคลผู้มีอิทธิพลในพื้นที่เข้าไปลักลอบเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันในพื้นที่หมดสัมปทานเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าสลุย-ป่ารับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร บนเนื้อที่กว่า 3 หมื่นไร่ โดยกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้แอบอ้างชื่อว่าเป็นของ สส.บ้านใหญ่ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และเจ้าหน้าที่ไม่กล้าจับกุม

ต่อมา พล ต.ต.จิตเกษม สนขำ ผบก.ภ.จว.ชุมพร ได้สั่งการให้พ.ต.ต.ปรัชญา ชัยงาม สว.กก.สส..จว.ชุมพร สนธิกำลังร่วมกับ พ.ต.ท.ฐิติณัฐฏ์ ศรีสังข์ รอง ผกก.สส.ภ.8 นำกำลังตำรวจ นปพ.ภ.จว.ชุมพร กว่า 10 นาย ลงพื้นที่เป้าหมายหมู่ที่ 10 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งเป็นสวนปาล์มหมดสัมปทานอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าสลุย-ป่ารับร่อ ดังกล่าว อยู่ห่างจากชายแดนไทย-เมียนมา ประมาณ 20 กิโลเมตร
จากการตรวจสอบจุดแรกพบร่องรอยมีรถแม็คโครขุดเป็นร่องลึกประมาณ 1 เมตร กว้าง 1 เมตร มีความยาวกว่า 1 กิโลเมตร โดยขุดเป็นแนวยาวทั้งสองฝากถนนลูกรังเพื่อแบ่งเขตแดนจับจองเพื่อเก็บเกี่ยวผลปาล์ม ซึ่งก่อนหน้านี้มีชาวบ้านได้แอบถ่ายคลิปรถแบคโฮ ขณะกำลังขุดเป็นคูร่องลึกดังกล่าวเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการร้องเรียนด้วย

จุดที่สองอยู่ไม่ไกลกันมากนักกำลังเจ้าหน้าที่อีกชุดได้เข้าตรวจสอบพบมีคนไทย 2 คน ทราบชื่อคือ นายสมพร รักษ์เกลี้ยง อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ 13 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร และนายสถาพร ทิมน้อย อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ 13 ตำบลหงษ์เจริญ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร กำลังยืนคุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา 2 คน ที่กำลังใช้ตะขอเคียวด้ามยาวประมาณ 6 เมตร จำนวน 2 อัน เก็บเกี่ยวผลปาล์มอยู่ในสวนปาล์มหมดสัมปทานอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมทั้งหมดไว้ และตรวจยึดของกลางตะขอเกี่ยวปาล์ม 2 อัน และผลปาล์มที่เก็บเกี่ยวกองอยู่ตามจุดต่างๆอีกจำนวนมาก
นอกจากนั้นในที่เกิดเหตุยังพบรถยนต์กระบะมิตซูบิชิตอนเดียวสีเทาดำ ทะเบียน บม 237 ราชบุรี และ รถยนต์กระบะโตโยต้าสีเทาดำตอนเดียว ทะเบียน บร 3045 ชุมพร เจ้าหน้าที่ตรวจสอบในรถกระบะโตโยต้าสีเทาดำ เจออาวุธปืนขนาด 9 มม.1 กระบอก อยู่ในกระเป๋าสะพานวางอยู่บนเบาะหลังเกียร์ โดยมี นายสถาพร ทิมน้อย ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมรับเป็นเจ้าของรถและเจ้าของอาวุธปืนดังกล่าว โดยอ้างว่าเป็นปืนมีทะเบียนแต่เป็นชื่อของภรรยาตนเอง
ขณะเจ้าหน้าที่จับกุม ได้มีชายอายุประมาณ 25 ปี รูปร่างอ้วนใหญ่ ได้ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาสอบถามและพยายามจะให้เจ้าหน้ที่ชุดจับกุมพูดคุยทางโทรศัพท์กับผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งในพื้นที่ แต่เจ้าหน้าที่ไม่สนใจและพูดคุยด้วยแต่อย่างใด
จากนั้นตำรวจชุดจับกุมได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งคนไทยและแรงงานต่างด้าวรวม 4 คน พร้อมของกลางทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.สลุย เขตพื้นที่รับผิดชอบ จากการสอบสวนคนไทยทั้ง 2 คน ให้การว่าได้พาแรงงานต่างด้าวมารับจ้างตัดปาล์มในสวนดังกล่าวให้แก่นายจ้างแต่ไม่ยอมบอกว่าใครเป็นผู้ว่าจ้าง
จากแนวทางการสืบสวนสอบสวนทราบว่า พื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทานจากบริษัมเอกชนจำนวนกว่า 3 หมื่นไร่ ในพื้นที่คาบเกี่ยวตำบลหงษ์เจริญ ตำบลรับร่อ หมดสัมปทานมานานหลายปีแล้ว แต่ทางกรมป่าไม้ยังไม่ดำเนินการใด แต่กลับปล่อยให้กลุ่มนายทุน ผู้นำท้องที่ นักการเมืองท้องถิ่นเข้าไปจัดสรรแบ่งล็อกกันเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมันเดือนละกว่า 100 ล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐหน่วยงานเกี่ยวข้องบางคนร่วมขบวนการด้วย
นอกจากนั้นในพื้นที่สวมปาล์มหมดสัมปทานดังกล่าวยังมีวัวเถื่อนที่ไม่ได้ตีทะเบียนใบหูตามกฎหมายจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งทั้งวัวสายพันธุ์และวันบ้านหรือวัวแกลบ ที่กลุ่มบุคลผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นดังกล่าว ได้ลักลอบนำเข้ามาจากฝั่งประเทศเมียนมา โดยนำเข้ามาเลี้ยงอำพรางเป็นวัวชาวบ้านกระจายไว้ตามจุดต่างๆ ในพื้นที่ป่าสงวนดังกล่าวเป็นจำนวนมาก
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันเก็บหาของป่าในป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต และแจ้งข้อหาเพิ่มกับ นายสถาพร ทิมน้อย มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพกพาปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร
ขณะเดียวกันได้มีหญิงสาวอายุประมาณ 35 ปี บอกว่าเป็นภรรยาของ นายสมพร รักษ์เกลี้ยง ได้มาเยี่ยมสามีได้พูดกับผู้สื่อข่าวลักษณะไม่พอนายจ้างโดยบอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้คนหนึ่ง ได้ว่าจ้างสามีตนเองเข้าไปเก็บเกี่ยวผลปาล์มในพื้นที่ดังกล่าว แต่กลับไม่มีความรับผิดชอบปล่อยให้สามีตนเองถูกจับและไม่มาช่วยเหลือ ซึ่งสามีตนเป็นผู้รับจ้างใครจ้างหาเช้ากินค่ำใครจ้างก็ไป และในพื้นที่สวนปาล์มดังกล่าวมีการแบ่งล็อกจับจองเป็นเจ้าของกันหมดแล้ว และก็มีการจ้างแรงงานเข้าไปตัดเก็บปาล์มกันทุกวันไม่เห็นมีใครมาจับกุม ซึ่งสามีตนเป็นเพียงผู้รับจ้างเท่านั้น
ภายหลังการจับกุม นายสุพล จุลใส นายวิชัย สุดสวาสดิ์ นายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ ว่าที่ สส.ทั้งสามเขตเลือกตั้ง ได้เดินทางมาที่ สภ.สลุย พร้อมกับเปิดเผยว่าที่ผ่านมามีกลุ่มอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งมีทั้งนักการเมือง ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนบางกลุ่ม ได้เข้าไปยึดครองจัดสรรพื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทานในป่าสงวนแห่งชาติกว่า 3 หมื่นไร่ โดยใช้รถแม็คโครเข้าไปขุดเป็นร่องและคันแนวเพื่อแบ่งบันเขตกันจับจองเก็บเกี่ยวผลผลิตปาล์มน้ำมัน แล้วอ้างว่าเป็นของกลุ่ม สส.บ้านใหญ่ในจังหวัดชุมพร
นายสุพล จุลใส หรือ "สส.ลูกช้าง" กล่าวว่าพวกตนไม่เคยมีผลประโยชน์ใดๆในพื้นที่สวนปาล์มหมดสัมปทาน แต่กลุ่มอิทธิพลในพื้นที่และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนบางกลุ่มชอบเอาชื่อของพวกตนไปกล่าวอ้างหาผลประโยชน์ จนชาวบ้านทั่วไปหลงเชื่อทำให้เสียชื่อเสียง พวกตนจึงต้องลงพื้นที่ตรวจสอบความจริง และรวบรวมหลักฐาน โดยตนไม่บอกให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่รู้ เพราะกลัวว่าข่าวจะรั่ว จนกระทั่งมีการจับกุมได้ดังกล่าว
" ปัญหาสวนปาล์มน้ำมันทั้งหมดกว่า 3 ไร่ ในป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าว เท่าที่ตนทราบข้อมูลเกิดจากระดับสั่งการตั้งแต่เบื้องบนในกรมป่าไม้ ที่มีการส่งผลประโยชน์ถึงกัน จึงปล่อยเกียร์ว่างไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งๆที่สวนปาล์มหมดสัมปทานมานานแล้ว " สส.ลูกช้างกล่าว
.....................
หมายเหตุ ลงจากพื้นที่จับกุมชายแดนไทย-เมียนมา มาถึงโรงพัก สภ.สลุย และสอบสวน กว่าจะเสร็จ กลับมาถึงบ้านพิมข่าว เกือบ 3 ทุ่ม ครับ...
