BANGKOK

ผู้ว่าฯ ชัชชาติเปิดมุมมองแก้PM 2.5รวม จิ๊กซอว์รัฐ-วิชาการ-เอกชนฝ่าวิกฤตฝุ่น



กรุงเทพฯ-กทม. ทำคนเดียวไม่ได้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ เปิดมุมมองแก้ PM 2.5 รวมจิ๊กซอว์รัฐ-เอกชน-วิชาการ-ประชาชน ฝ่าวิกฤตฝุ่น ไม่โทษข้อจำกัด แต่ให้เดินหน้าด้วยความร่วมมือ

(9 มี.ค. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวเปิดในงาน Bangkok Perspectives: Navigating the Haze – GIZ Thailand Business Dialogue Series ในหัวข้อ Bangkok Perspectives: Navigating Uncertainty: Global Cooperation and Economic Resilience in a Fragmented World ณ ห้อง Renew ชั้น 1 ศูนย์การประชุม Movenpick BDMS Connect Centre เขตปทุมวัน

“เรื่องคุณภาพอากาศเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความกังวลมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพของคนกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่คือการอยู่รอดของเมืองในอนาคต หากเมืองมีคุณภาพอากาศที่แย่ เราจะไม่สามารถดึงดูดคนเก่งหรือนักลงทุนให้เข้ามาทำงานที่นี่ได้ และถ้าไร้ซึ่งบุคลากรที่มีคุณภาพ ธุรกิจที่ดีก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นเรื่องฝุ่นจึงเป็นหัวใจสำคัญที่เราต้องโฟกัส” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

• สถิติที่เปลี่ยนไป ปีนี้ฝุ่นลดลง
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า ถ้าเทียบช่วงเวลาเดียวกันระหว่างปีที่แล้วกับปีนี้ เราพบว่าสถานการณ์ฝุ่นดีขึ้น ตัวเลขที่ลดลงสะท้อนว่าเรามีความเข้าใจปัญหาดีขึ้นและมีเทคโนโลยีที่แม่นยำขึ้นในการจัดการ โดยเราวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่นในกรุงเทพฯ ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ สภาพอากาศปิด ไอเสียจากยานพาหนะ และการเผาชีวมวล 

• ก้าวข้ามข้อจำกัดด้วย 'ความร่วมมือ'
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวต่อไปว่า กทม. ได้ประกาศเขตควบคุมมลพิษ เมื่อเดือนกันยายน 2568 เพื่อให้เรามีอำนาจในการจัดการมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่า กทม. ไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จในทุกเรื่อง โดยเฉพาะข้อกฎหมายใหญ่ ๆ บทเรียนสำคัญคือ 'อย่ามัวแต่โทษข้อจำกัด' แต่ให้เรียนรู้ที่จะทำงานภายใต้ข้อจำกัดนั้นให้ได้ 

ขณะเดียวกัน กทม. มีมาตรการในการจัดการ PM2.5 ในเขตกรุงเทพฯ โดยเน้นการแก้ไขปัญหาจากต้นตอ ผ่านความร่วมมือกับจังหวัดใกล้เคียงเพื่อลดการเผาในที่โล่ง และเปลี่ยนมาใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังทดแทน ใช้มาตรการ Low Emission Zone โดยไม่อนุญาตให้รถที่มีค่าไอเสียเกินมาตรฐานเข้าเขตกรุงเทพฯ ในช่วงวิกฤตฝุ่น ยกระดับการตรวจวัดควันดำจากเดิมที่เกณฑ์มาตรฐานอยู่ที่ 30% เราปรับให้เข้มงวดขึ้นเป็น 20% ทำให้เราตรวจจับรถควันดำได้มากกว่าปีที่แล้วถึง 2.5 เท่า และนอกจากการควบคุมภาคอุตสาหกรรมด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดแล้ว เรายังให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง ด้วยการจัดตั้งห้องเรียนปลอดฝุ่นในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็ก พร้อมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน เร่งสร้างสวน 15 นาที โดยปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 2.4 ล้านต้น ซึ่งจากการวัดผลพบว่าพื้นที่ในสวนมีค่ามลพิษต่ำกว่าภายนอกอย่างชัดเจน สวนจึงเปรียบเสมือน Safe Zone ของคนเมือง

"กทม. ทำคนเดียวไม่ได้ ปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือแบบเกลียว ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาชน การประชุมในวันนี้จึงสำคัญมาก เพราะทุกภาคส่วนคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านวิกฤตนี้และสร้างเมืองที่น่าอยู่ไปด้วยกัน" ” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวทิ้งท้าย

GIZ Thailand เดินหน้าขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจยั่งยืนผ่านเวที Bangkok Perspectives ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เพื่อให้ผู้นำรัฐและเอกชนร่วมหาทางออกวิกฤตมลพิษทางอากาศ ที่กำลังกระทบทั้งสุขภาพและโครงสร้างเศรษฐกิจของไทย ตั้งแต่ภาคเกษตรจนถึงการท่องเที่ยว การแก้ปัญหาครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

ในการนี้ นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร ดร.ทีโม เมนนิเคน (Dr. Timo Menniken) ผู้อำนวยการประจำภูมิภาค องค์กร GIZ ผู้บริหารจากภาคเอกชน ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูต และผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ เข้าร่วมงาน