BUSINESS
'บีโอไอ'ชิงจังหวะโลกผันผวนบุกฮ่องกง ดึงลงทุนธุรกิจบริการ-อุตฯเทคโนโลยีสูง
กรุงเทพฯ-บีโอไอเปิดเกมรุกท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกบุกโรดโชว์ฮ่องกงชูจุดแข็งประเทศไทย พร้อมเสนอวีซ่าระยะยาวดึงดูดผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนศักยภาพสูงรวมทั้งธุรกิจบริการสำนักงานภูมิภาค ดิจิทัล และอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน เผยปี 2568 นักลงทุนฮ่องกงยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงเป็นอันดับ 2 มูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอได้จัดโรดโชว์ ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ระหว่างวันที่ 11–12 มีนาคม 2569 พร้อมจัดสัมมนา “Thailand: Investment Gateway and Global Talent Hub” ณ โรงแรม Renaissance Hong Kong Harbour View เพื่อนำเสนอศักยภาพและโอกาสการลงทุนของประเทศไทย รวมทั้งการอำนวยความสะดวกด้านวีซ่า ทั้งวีซ่าระยะยาวสำหรับชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง (Long-Term Resident Visa: LTR) และไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เพื่อเชิญชวนนักลงทุนจากเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area: GBA) ให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจและการลงทุนในภูมิภาค โดยมีนักธุรกิจชั้นนำจากพื้นที่ GBA ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 170 คน
ภายในงาน เลขาธิการบีโอไอ ได้นำเสนอความพร้อมของประเทศไทยในการรองรับการลงทุน มาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย รวมถึงโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะกิจการบริการมูลค่าสูง เช่น สำนักงานภูมิภาค บริการด้านโลจิสติกส์ การค้าระหว่างประเทศ และบริการสนับสนุนการค้าและการลงทุน ตลอดจนอุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น กลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ แบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน ซึ่งเป็นสาขาที่นักลงทุนจากฮ่องกงและ Greater Bay Area มีศักยภาพสูง พร้อมเชิญชวนให้เข้ามาสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานกับผู้ประกอบการไทยมากยิ่งขึ้น
นายเบอร์นาร์ด ชาน ประธาน Hong Kong – Thailand Business Council ได้กล่าวว่าประเทศไทยเป็นแหล่งลงทุนที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะด้านต้นทุนการทำธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ มีความเป็นกลาง สามารถรองรับการลงทุนและร่วมมือได้กับทุกชาติ อีกทั้งมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่อเนื่องสำหรับผู้บริหารจาก Hong Kong Trade Development Council (HKTDC) ได้กล่าวสนับสนุนโอกาสการลงทุนในประเทศไทยโดยระบุว่าความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้นักลงทุนมองหาฐานการลงทุนที่มั่นคงในระยะยาว และจากผลสำรวจล่าสุดพบว่า ร้อยละ 73 ของบริษัทจากฮ่องกงมีแผนเร่งขยายการลงทุนเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน โดยให้ความสนใจประเทศไทยเป็นลำดับ 2 รองจากสิงคโปร์ สะท้อนโอกาสความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างประเทศไทยและฮ่องกงที่จะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต

บีโอไอยังได้ใช้โอกาสนี้ในการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทักษะสูง (Talent) และนักธุรกิจฮ่องกงและเขต Greater Bay Area ให้พิจารณาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุนและการอยู่อาศัยในระยะยาว โดยได้นำเสนอสิทธิประโยชน์ของวีซ่าระยะยาวสำหรับผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และผู้บริหารระดับสูงภายใต้มาตรการ Long-Term Resident (LTR) Visa รวมถึงได้ผนึกกำลังกับบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด โดยนายมนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ ได้ร่วมนำเสนอสิทธิประโยชน์ของ Thailand Privilege Card ซึ่งมุ่งเป้าอำนวยความสะดวกกลุ่มนักธุรกิจและผู้มีรายได้สูงที่ต้องการพำนักในประเทศไทยด้วย
นอกจากนี้ เลขาธิการบีโอไอ ยังได้ร่วมบรรยายในเวที Battery and E-Mobility Investment Forum ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งาน The Battery Show Asia 2026 ณ ศูนย์ประชุม Asia World-Expo เขตบริหารพิเศษฮ่องกง โดยได้นำเสนอทิศทางและโอกาสการลงทุนในระบบนิเวศอุตสาหกรรมแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงานของไทย พร้อมชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดของไทย ซี่งจะเป็นฐานให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ ที่เป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ EV และระบบการผลิตพลังงานสะอาดโดยได้นำเสนอโอกาสการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตเซลล์แบตเตอรี่ โมดูล และแบตเตอรี่แพ็กไปจนถึงการผลิตวัสดุและชิ้นส่วนสำคัญ เช่น Cathode, Anode, Electrolyte และ Separator ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่มีมูลค่าและเทคโนโลยีสูงที่สุดของอุตสาหกรรมแบตเตอรี่
เลขาธิการบีโอไอ ยังได้พบกับผู้ประกอบการชั้นนำในห่วงโซ่อุตสาหกรรม EV และแบตเตอรี่หลายราย เพื่อหารือแผนขยายการลงทุนและต่อยอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ในประเทศไทยเช่น บริษัท Tinci Materials Technology ผู้ผลิตสารนำไฟฟ้า (Electrolyte) สำหรับแบตเตอรี่ลิเทียมรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสำคัญสำหรับ EV และระบบกักเก็บพลังงาน บริษัท A123 Systems ผู้ผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบครบวงจร ซึ่งผลิตป้อนให้กับค่ายรถยนต์ชั้นนำหลายราย ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชีย และบริษัท Sinexcel ผู้พัฒนาเทคโนโลยี Power Electronics และโซลูชันการจัดการพลังงานสำหรับระบบชาร์จ EV และระบบกักเก็บพลังงาน
ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางธุรกิจ การเงิน และการระดมทุนระหว่างประเทศอันดับต้น ๆ ของโลก และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเข้าถึงเครือข่ายนักลงทุนและบริษัทข้ามชาติที่ใช้ฮ่องกงเป็นฐานในการบริหารธุรกิจและขยายการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย ขณะเดียวกัน ฮ่องกงยังเป็นประตูสำคัญสู่เขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการผลิตที่สำคัญของโลก และเป็นฐานของบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมชั้นนำของจีนจำนวนมาก ขณะนี้นักลงทุนในเขต Greater Bay Area มีความสนใจขยายการลงทุนในต่างประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน
“ในช่วงที่เกิดภาวะสงครามและเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์นักลงทุนจำนวนมากกำลังมองหาฐานธุรกิจใหม่ที่มีเสถียรภาพมีความพร้อมและมีศักยภาพเติบโตในระยะยาวบีโอไอจึงใช้โอกาสนี้บุกมาที่ฮ่องกงหนึ่งในศูนย์กลางธุรกิจและการเงินที่สำคัญของโลกเพื่อเข้ามาสื่อสารศักยภาพของประเทศไทยกับนักลงทุนชั้นนำของฮ่องกงและเขต Greater Bay Area เพื่อดึงดูดทั้งเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากรทักษะสูง ให้เข้ามาช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของไทย” นายนฤตม์ กล่าว
ทั้งนี้ ฮ่องกงเป็นหนึ่งในแหล่งการลงทุนสำคัญของประเทศไทย โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2564–2568) นักลงทุนจากฮ่องกงได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม658 โครงการ มูลค่ากว่า 4.01 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2568 มีมูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมสูงถึงกว่า 2.45 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 ของ FDI ทั้งหมด ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมดิจิทัล เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์โลหะและวัสดุ
