IN NEWS

'รมว.นฤมล'นั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดก.ค.ศ. ปรับเกณฑ์คัดเลือก'ครูผู้ช่วย–ผอ.เขตฯฯ'



กรุงเทพฯ-“รมว.นฤมล” นั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ด ก.ค.ศ. ปรับเกณฑ์คัดเลือก “ครูผู้ช่วย–ผอ.เขตฯ–บุคลากรการศึกษา” ยกระดับมาตรฐานเดียวทั้งระบบ เพิ่มโอกาส ลดปัญหาตำแหน่งว่าง ตอบโจทย์คุณภาพการศึกษา

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ครั้งที่ 3/2569 โดยมีคณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์ฯ ที่สำคัญ ได้แก่

- หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ โดยปรับปรุงจากหลักเกณฑ์เดิม (ว 16/2557) ที่ถูกบังคับใช้มาเป็นระยะเวลานานและเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์การจัดการศึกษาในปัจจุบัน เพื่อให้การคัดเลือกนี้สามารถตอบสนองความต้องการของแต่ละส่วนราชการ รวมทั้งได้บุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ในสถานศึกษา และสามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยรวม โดยการปรับปรุงดังกล่าวนั้นครอบคลุมถึงหลักเกณฑ์สำหรับคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติฯ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว 17/2557) ด้วย เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน 

- หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยปรับปรุงระยะเวลาในการขึ้นบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นไม่เกิน 2 ปี นับแต่วันที่ประกาศขึ้นบัญชี ปรับเกณฑ์การตัดสิน ให้ประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่าน ภาค ก จำนวน ไม่เกิน 4 เท่าของจำนวนตำแหน่งว่างที่ประกาศรับสมัคร และหลักสูตรการคัดเลือกโดยการประเมิน ภาค ก ให้นำการประเมินผลงานมารวมไว้ด้วย เพื่อเพิ่มโอกาสในการคัดเลือกบุคคลผู้มีประสบการณ์ในการบริหารการศึกษามากขึ้น และเพื่อให้สามารถคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ตรงตามมาตรฐานตำแหน่ง สามารถขับเคลื่อนการบริหารจัดการศึกษาในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป อย่างไรก็ตาม การกำหนดระยะเวลาการขึ้นบัญชีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาไว้ไม่เกิน 2 ปี ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดขึ้นใหม่นี้ จะช่วยลดปัญหาตำแหน่งว่าง และทำให้การบริหารกำลังคนเกิดความคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

- หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งในตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ ซึ่ง สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้รวบรวมข้อมูล ความคิดเห็นและปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการฯ ดังกล่าว ตรงตามความต้องการจำเป็นของแต่ละส่วนราชการ สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป 
ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่าที่ประชุมยังได้เห็นชอบแนวปฏิบัติระบบติดตามการดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์และร้องทุกข์ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (Teachers and Educational Personnel Disciplinary and Appeal Tracking System: TEP-Distrack) เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำกับ ติดตาม การดำเนินการทางวินัย การอุทธรณ์ และร้องทุกข์ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสังกัด ศธ. ทั้งนี้ ระบบ TEP-Distrack ถือเป็นเครื่องมือในการกำกับ ติดตาม และบริหารจัดการข้อมูลฯ ในรูปแบบดิจิทัล มีเป้าหมายสำคัญเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามขั้นตอนได้อย่างต่อเนื่อง โปร่งใสและตรวจสอบได้ และใช้เป็นฐานข้อมูลเชิงสถิติและเชิงบริหาร ประกอบการกำหนดนโยบายและแนวทางป้องกันปัญหาด้านวินัย อุทธรณ์ และร้องทุกข์ในภาพรวมของประเทศ ต่อไป

ด้านเลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ทุกตำแหน่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการศึกษาในภาพรวม การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการบริหารอัตรากำลัง ให้สอดรับกับความต้องการของภาคการศึกษาในอนาคต ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และตอบสนองต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน