BANGKOK

กทม.พาชมSuper Stationสถานีวิเคราะห์ ฝุ่นสุดล้ำใจกลางม.เกษตรฯ



กรุงเทพฯ-(17 เม.ย. 69) เวลา 11.00 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร และคณะผู้บริหาร เยี่ยมชมความก้าวหน้าของ “Super Station” สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เขตจตุจักร ซึ่งอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อยกระดับการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ที่ผ่านมาการวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่นต้องใช้เวลานานหลายเดือนจากการเก็บตัวอย่างไปตรวจในห้องปฏิบัติการ แต่ด้วยเทคโนโลยี Super Station จะทำให้สามารถรู้แหล่งที่มาของฝุ่นได้แบบ “เรียลไทม์” ทั้งจากการเผาชีวมวล การจราจร หรือแหล่งกำเนิดอื่น ๆ ช่วยให้สามารถออกมาตรการรับมือได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที

“นี่คือก้าวสำคัญของการต่อสู้กับปัญหาฝุ่น เพราะวันนี้เราสามารถระบุแหล่งกำเนิดของฝุ่นได้อย่างชัดเจนและแม่นยำ จากข้อมูลที่เคยมองไม่เห็น สู่ความเข้าใจที่จับต้องได้ นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา แม้ กทม. จะมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศจำนวนมาก แต่ข้อมูลที่ได้ยังจำกัดอยู่เพียงค่าความเข้มข้นของฝุ่นในแต่ละช่วงเวลา ขณะที่คำถามสำคัญเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดและกลไกการเกิดของฝุ่นยังไม่สามารถตอบได้อย่างทันท่วงที “Super Station” จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว โดยสามารถวิเคราะห์ทั้งปริมาณฝุ่น องค์ประกอบทางเคมี แหล่งกำเนิด และโครงสร้างบรรยากาศในแนวดิ่งแบบเรียลไทม์ พร้อมตรวจวัดและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้อย่างครบถ้วน ได้แก่ ตรวจวัดมลพิษหลัก เช่น PM2.5, PM10 และก๊าซสำคัญ (NO₂, O₃, CO, SO₂) วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น เช่น Organic Carbon (OC), Elemental Carbon (EC) และ Black Carbon ระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นแบบเรียลไทม์ ทั้งจากการเผา การจราจร และฝุ่นทุติยภูมิ ใช้ระบบ LIDAR สแกนชั้นบรรยากาศ เพื่อตรวจสอบการกระจายตัวและระดับความสูงของฝุ่น รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มวิเคราะห์ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นอกจากนี้ ระบบยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่ศูนย์วอร์รูมของกรุงเทพมหานคร ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประชุมวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมกันได้ทุกวัน และตัดสินใจเลือกมาตรการที่เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาได้อีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วน ทั้งกรุงเทพมหานคร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Chinese Research Academy of Environmental Sciences สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ Lihe Technology (Hunan) Co., Ltd. โดยได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีมูลค่าหลายสิบล้านบาทจากบริษัทเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศจีน ภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) โดยมุ่งพัฒนาระบบตรวจวัดองค์ประกอบมลพิษทางอากาศ ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกได้แบบครบวงจร นับเป็นระบบลักษณะนี้แห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งระบบนี้ได้นำมาติดตั้งที่ตึกของคณะสถาปัตยกรรม บนดาดฟ้า ชั้น 9 ม.เกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 9 มีนาคม ที่ผ่านมา

ด้าน ที่ปรึกษาฯ พรพรหม กล่าวเสริมว่า ข้อมูลจาก Super Station จะช่วยตอบโจทย์สำคัญของกรุงเทพฯ ที่มีแหล่งกำเนิดฝุ่นหลัก 3 ส่วน ได้แก่ ฝุ่นจากการจราจรในเมือง การเผาในที่โล่งจากภายนอก และปัจจัยด้านสภาพอากาศ เช่น เพดานบรรยากาศ ซึ่งสามารถตรวจวัดได้แบบเรียลไทม์ผ่านเทคโนโลยี LIDAR นับเป็นก้าวสำคัญสู่การแก้ปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืน เป็นการยกระดับการแก้ปัญหาฝุ่นจากการคาดการณ์ ไปสู่การใช้ “หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์” ที่แม่นยำ สามารถชี้ชัดได้ว่าฝุ่นมาจากแหล่งใด และมาตรการที่ดำเนินการอยู่นั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่

จากสถานการณ์ฝุ่นควันที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งในประเทศและในภูมิภาค เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้การประสานงานแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ จังหวัด และระดับประเทศ มีความแม่นยำและตรงจุดมากยิ่งขึ้น ซึ่ง กทม. คาดหวังว่า Super Station จะเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาระบบเฝ้าระวังคุณภาพอากาศของไทย และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

ในการนี้ รศ.ดร.สุรัตน์ บัวเลิศ หัวหน้าโครงการ Super Station ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รศ.ดร.ตุลวิทย์ สถาปนจารุ คณบดีคณะสิ่งแวดล้อม และ ผศ.ดร.ปารเมศ กำแหงฤทธิรงค์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ นางสาววรนุช สวยค้าข้าว ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม นายทศพล สุภารี รองผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม และนางนทีทิพย์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ร่วมคณะ