LEARNING
NIAดัน‘รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ’เป็น กลไกขับเคลื่อนศก.ไทยสู่ตลาดไทย-โลก
กรุงเทพฯ 22 เมษายน 2569 – สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIAกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้ายกระดับ “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ” สู่เครื่องมือเร่งเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโต เผยความสำเร็จตลอด 22 ปีที่ผ่านมา มีผลงานเข้าประกวดรวม 6,715 ผลงาน เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10-15 ต่อปี สร้างมูลค่าผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 134,347 ล้านบาท สะท้อนภาพระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมชูไฮไลต์ปี 2569 เปิดตัวสาขาใหม่ “นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม” สนับสนุนทุกภาคส่วนสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อรับมือการแข่งขันระดับโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA เปิดเผยว่า รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569 จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 22 โดยตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ เวทีนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานการขับเคลื่อนประเทศ จากจำนวนผลงานนวัตกรรมที่เข้าร่วมประกวด 6,715 ผลงาน มีผลงานที่ได้รับรางวัล 375 ผลงาน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวมกว่า 134,347 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 6,717 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนของผู้สมัครเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 10-15 ต่อปี โดยกลุ่มที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือ กลุ่มนวัตกรรมด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของระบบนิเวศนวัตกรรมไทยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในมิติของจำนวนผู้พัฒนาเทคโนโลยี คุณภาพผลงาน และความสามารถในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ตลอดจนการตื่นตัวของภาคธุรกิจและสังคมที่หันมาใช้นวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างมูลค่าเพิ่ม
“พัฒนาการดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนความก้าวหน้าของวงการนวัตกรรมไทย แต่ยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ในปี 2569 NIA เดินหน้ายกระดับรางวัลให้เป็นกลไกเร่งการเติบโต (Accelerator) ของธุรกิจนวัตกรรม เพื่อช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่แหล่งทุน โอกาสทางการตลาด และเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ ผลักดันให้นวัตกรรมไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องและแข่งขันได้ในระดับสากล”
ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่า ไฮไลท์สำคัญในปีนี้ คือการชู “นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม” เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกสู่ความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันการแข่งขันทางการค้าไม่ได้แข่งกันแค่เพียงราคาหรือคุณภาพ แต่รวมถึงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลต่อผู้ส่งออกไทยโดยตรง “นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อม” จึงไม่ได้เป็นเพียงการตอบโจทย์ด้านกฎระเบียบ แต่คือโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ของโลก
ข้อมูลจาก World Economic Forum ระบุว่า เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมีแนวโน้มเติบโตได้ถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 โดยเฉพาะธุรกิจเทคโนโลยีสีเขียวและความยั่งยืนที่มีมูลค่าประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 23 ต่อปี ขณะที่ประเทศไทยได้กำหนดให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG Economy) เป็นวาระแห่งชาติ โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่า GDP ในกลุ่มเศรษฐกิจ BCG ไม่น้อยกว่า1 ล้านล้านบาท ยกระดับสัดส่วนสินค้าและบริการมูลค่าสูงไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 และเพิ่มรายได้ของเศรษฐกิจฐานรากไม่น้อยกว่า
ร้อยละ 50
ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติประจำปี 2569 เปิดรับสมัครผลงานนวัตกรรมที่สร้างประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรมใน 5 ด้าน พร้อมระบบสนับสนุนครบวงจร ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ เป็นผลงานนวัตกรรมที่มุ่งสร้างคุณค่าเชิงพาณิชย์และเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ ด้านสังคม เป็นผลงานนวัตกรรมที่เน้นการสร้างคุณค่าเชิงสังคมและเกิดประโยชน์ต่อสังคมไทย ลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตคนในสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม (สาขาใหม่) เป็นผลงานนวัตกรรมที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เกิดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงทำให้เกิดการฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยในตลาดโลก ภายใต้บริบทกติกาการค้าใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ด้านผู้สื่อสารนวัตกรรมเป็นบุคคลธรรมดาหรือนินติบุคคล ที่มีบทบาทในการเปลี่ยนมุมมองของสังคม ทำให้นวัตกรรมเป็นเรื่องใกล้ตัวและได้รับการยอมรับในวงกว้าง และด้านองค์กรนวัตกรรม เป็นองค์กรที่มีการบริหารจัดการให้เกิดการสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์ กระบวนการ จนถึงระดับโครงสร้าง ตามกรอบแนวทางการพัฒนาศักยภาพนวัตกรรมองค์กร สำหรับเกณฑ์การตัดสินจะเน้นนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ได้รับรางวัลจะไม่ได้รับเพียงการเชิดชูเกียรติ แต่ NIA ได้วางระบบสนับสนุนหลังการประกวดไว้อย่างต่อเนื่องทั้งในด้านเงินทุน การพัฒนาศักยภาพ การประชาสัมพันธ์ในระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตร นักลงทุน และตลาดต่างประเทศ เพื่อเร่งให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยสามารถเจาะตลาดสากลได้เร็วขึ้น
“NIA จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ และองค์กรต่าง ๆ ที่มีนวัตกรรมอันทรงคุณค่า ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดเพื่อแสดงศักยภาพของคนไทยให้โลกได้เห็น และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น "ชาตินวัตกรรม" อย่างยั่งยืนต่อไป” ดร.กริชผกา กล่าว
ทิ้งท้าย
ด้าน ผศ. ดร.เด่นชัย วรเดชจำเริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีไออี สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด ผู้ชนะเลิศรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2568 ด้านเศรษฐกิจ ประเภทวิสาหกิจขนาดย่อมและรายย่อย เปิดเผยว่า “ระบบบริหารจัดการ Chiller Plant (CPMS) อัจฉริยะ ด้วยเทคโนโลยี AIoT” ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศนั้น เป็นนวัตกรรมจัดการพลังงานอาคาร เกิดจากการเห็นข้อจำกัดของระบบบริหารพลังงานอาคารในประเทศไทยที่ยังขาดความแม่นยำและไม่สามารถวัดผลได้จริง โดยระบบนี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมอัจฉริยะของระบบปรับอากาศแบบรวมศูนย์ โดยใช้เซนเซอร์ IoT เก็บข้อมูลการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ และให้ AI วิเคราะห์และคำนวณค่าการทำงานที่เหมาะสมที่สุดของอุปกรณ์ในระบบ เช่น การควบคุมเครื่องทำความเย็นและระบบปั๊มน้ำ โดยสามารถตัดสินใจและปรับการทำงานอัตโนมัติแทนมนุษย์ พร้อมระบบแจ้งเตือน ซึ่งจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้การบริหารจัดการพลังงานมีความแม่นยำและสามารถรับประกันผลประหยัดได้อย่างชัดเจน
“ปัจจุบันระบบ CPMS ถูกติดตั้งไปแล้วกว่า 25 โครงการ ครอบคลุมทั้งอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม สามารถลดการใช้พลังงานเฉลี่ยได้ถึงร้อยละ 10-15 หรือลดการใช้ไฟฟ้าได้กว่า 20 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 10,000 ตัน สะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมไทยตอบโจทย์การค้าโลกยุคใหม่ได้จริง”
ผศ. ดร.เด่นชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การได้รับรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติเปรียบเสมือน “ตรารับรองคุณภาพ” ที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าและนักลงทุน ทำให้การขยายตลาดง่ายขึ้น โดยเฉพาะในต่างประเทศ ที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีเป็นสำคัญ การเปิดสาขาสิ่งแวดล้อมในปีนี้จึงเป็นก้าวสำคัญของวงการนวัตกรรมไทย หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และนวัตกรรุ่นใหม่ต้องการพัฒนานวัตกรรมอาจไม่ต้องรอความพร้อม แต่ควรเริ่มต้นจากโจทย์ของตลาดจริง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าสิ่งที่ทำมีคุณค่าหรือไม่ และเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม นวัตกรรมจะสามารถเติบโตและสร้างผลกระทบได้อย่างก้าวกระโดด
สำหรับผู้ประกอบการ องค์กร และนวัตกรที่สนใจ สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “ชาตินวัตกรรม” โดยส่งผลงานเข้าร่วมประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยศึกษารายละเอียดและสมัครได้ที่เว็บไซต์award.nia.or.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
