LEARNING

อว.จับมือเกษตรรุกสู้วิกฤตปุ๋ยราคาแพง เปิดตัว'ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย'



อุดรธานี-กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผนึกกำลังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัวโครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย” ณ จังหวัดอุดรธานี นำร่องใช้นวัตกรรมปุ๋ยอินทรีย์เคมีอัจฉริยะคำนวณตามค่าวิเคราะห์ดินจริง มุ่งเป้าช่วยเกษตรกรลดต้นทุนค่าปุ๋ยสูงสุดได้ถึงร้อยละ 50 พร้อมสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน แก้ปัญหาวิกฤตปุ๋ยแพงจากการนำเข้า และสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่ายสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศอย่างยั่งยืน

(25 เม.ย.2569 จังหวัดอุดรธานี)ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอว. เป็นประธานในพิธีเปิดตัวโครงการ"ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย"เพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงขึ้นและปัญหาดินเสื่อมโทรม โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บุคลากรและพี่น้องเกษตรกรเข้าร่วมงาน ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.อุดรธานี จำกัด

ทั้งนี้ โครงการ "ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย" มีแผนดำเนินงานในระยะแรก 6 เดือน (สิ้นสุดกันยายน 2569) โดยตั้งเป้าหมายการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ชัยนาท และเชียงรายโดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการไม่น้อยกว่า 3,000 คน เพื่อขยายผลไปยังสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรได้ใช้ปุ๋ยที่ถูกดิน ถูกพืช และถูกราคา

สำหรับการจัดงานเปิดตัว(Kick off)ในวันนี้ มีกิจกรรมสำคัญประกอบด้วยการ  การสาธิตเครื่องผสมปุ๋ยสั่งตัด และการมอบปุ๋ยให้แก่ตัวแทนเกษตรกร เพื่อแสดงถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่เกษตรกรไทยอย่างเป็นรูปธรรม

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายเร่งด่วนในการนำ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาเพิ่มรายได้และลดภาระให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรมโดยโครงการนี้เป็นการเปลี่ยนจากการใช้ปุ๋ยแบบเหมาจ่าย มาเป็นการใช้ปุ๋ยที่ออกแบบเฉพาะตามสภาพดินในแต่ละพื้นที่ และชนิดและพืช ซึ่งผลการทดสอบในพื้นที่พบว่าสามารถช่วยลดต้นทุนลงได้ถึงร้อยละ 40 – 60และเพิ่มอินทรียวัตถุในดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์โดยจะใช้กลไกสหกรณ์การเกษตรเป็นรากฐานในการขับเคลื่อนและขยายผลไปทั่วประเทศให้ยั่งยืน

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่า การใช้ปุ๋ยสั่งตัด จะก่อให้เกิดการ Upskill แรงงานภาคเกษตรกรรมให้สามารถดำเนินการผสมปุ๋ยอินทรีย์เคมีใช้เองในไร่นา ก่อให้เกิดแรงงานคุณภาพสูงในการภาคผลิตอย่างเป็นรูปธรรม

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเกษตรไทยกำลังเผชิญวิกฤตราคาปุ๋ยเคมีพุ่งสูงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศสูงถึงกว่าร้อยละ 40 โดยการส่งเสริม "ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด" ซึ่งผสมผสานระหว่างปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดิน จึงเป็นทางออกสำคัญในการลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียวและช่วยแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีต่อเนื่องยาวนาน ด้วยการเติมอินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดินอย่างน้อยร้อยละ 10

นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี  กล่าวเพิ่มเติมว่า จังหวัดอุดรธานีเป็นพื้นที่เกษตรกรรมศักยภาพสูงโดยมีพื้นที่ทำการเกษตรมากกว่าร้อยละ 70 จากการที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยนำโครงการปุ๋ยสั่งตัดมานำร่องในพื้นที่ จึงถือเป็นทางออกที่ทันท่วงทีต่อวิกฤตราคาปุ๋ยในช่วงนี้และแพลตฟอร์มนี้จะเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์การเกษตรและเกษตรกรในจังหวัด ให้สามารถพึ่งพาตนเองและยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว.ในฐานะหน่วยงานที่วิจัยและพัฒนาโครงการปุ๋ยสั่งตัดกล่าวถึงข้อมูลทางเทคนิคว่า โครงการนี้มีเป้าหมายติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มการจัดการปุ๋ยอัจฉริยะให้แก่สหกรณ์การเกษตร 30 แห่ง ในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี ชัยนาท และเชียงราย เพื่อให้สหกรณ์ฯ เป็นศูนย์กลางการผสมปุ๋ยสั่งตัดและกระจายปุ๋ยคุณภาพในราคาที่เป็นธรรมโดย วว. จะถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่มีมาตรฐานรองรับ และใช้ "โปรแกรมคำนวณสูตรปุ๋ยอินทรีย์เคมี" ของ วว.มาใช้ควบคุมการผสมให้ได้ธาตุอาหารตรงตามความต้องการของพืชและดินแต่ละแปลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้สูงสุดถึงร้อยละ 60เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตรทั่วไป

โครงการ “ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อ(เกษตรกร)ไทย” ถือเป็นโมเดลต้นแบบในการนำวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่เหมาะสม มาแก้ปัญหาปากท้องของเกษตรกรอย่างตรงจุด โดยในระยะแรกจะมุ่งเน้นการติดตั้งชุดเครื่องผสมปุ๋ยและแพลตฟอร์มอัจฉริยะให้สหกรณ์การเกษตรนำร่อง 30 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ชัยนาท และเชียงราย ก่อนจะประเมินผลสัมฤทธิ์เพื่อขยายผลสู่ระดับประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นจากการลดรายจ่าย แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานเกษตรกรรมไทยสู่ “เกษตรแม่นยำ” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการด้านปุ๋ยเพื่อเกษตรกรรม ติดต่อ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)   ได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP”