MOTORING
ดีลอยท์ชี้ไทยฮับรถพลังงานใหม่อาเซียน 'ตู้ชาร์จ-ติดแบรนด์'ทำให้แข่งเข้มข้น
กรุงเทพฯ – 30 เมษายน 2569 – ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความพร้อมด้านรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้บริโภคไทยร้อยละ 58 ระบุว่ามีแนวโน้มเลือกซื้อรถยนต์ไฮบริดหรือรถ EV ในการซื้อครั้งถัดไป ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในภูมิภาค เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ร้อยละ 42.8
ปัจจัยหลักที่ผลักดันการใช้รถ EV ในประเทศไทย ได้แก่ ค่าเชื้อเพลิงที่ต่ำลง (ร้อยละ 50) ความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ (ร้อยละ 50) ความเร็วในการชาร์จที่เพิ่มขึ้น (ร้อยละ 47) และระยะทางการขับขี่ที่ยาวขึ้น (ร้อยละ 46)
ข้อมูลดังกล่าวมาจากรายงาน 2026 Global Automotive Consumer Study: Southeast Asia Perspectives โดยดีลอยท์ ซึ่งสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคจำนวน 6,013 คน ใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงผู้บริโภคกว่า 1,000 คนในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม รายงานยังสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างความคาดหวังของผู้บริโภคกับความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน EV โดยแม้ผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ EV ร้อยละ 75 คาดว่าจะชาร์จรถยนต์ EV ที่บ้าน แต่มีเพียงร้อยละ 36 ที่สามารถเข้าถึงจุดชาร์จในที่พักอาศัยได้จริง
สำหรับการชาร์จรถยนต์ EV นอกบ้าน ผู้บริโภคไทยร้อยละ 51 แสดงความต้องการใช้สถานีบริการน้ำมันแบบดั้งเดิมที่มีเครื่องชาร์จรถ EV ซึ่งสะท้อนความจำเป็นในการผสานเทคโนโลยีใหม่เข้ากับโครงสร้างพื้นฐานเดิม ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยร้อยละ 76 ระบุว่าค่าใช้จ่ายในการชาร์จเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกจุดชาร์จสาธารณะ สะท้อนถึงความสำคัญของอัตราค่าบริการที่เข้าถึงได้

“แม้ว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) จะยังคงเป็นตัวเลือกหลักในระยะสั้นของตลาดส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นผู้นำการใช้รถยนต์ NEV ในภูมิภาค จากความสนใจของผู้บริโภคและปัจจัยตลาดที่เอื้ออำนวย อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนความตั้งใจของผู้บริโภคให้กลายเป็นการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง จะขึ้นอยู่กับการลดอุปสรรคในประสบการณ์การเป็นเจ้าของ โดยเฉพาะในด้านการเข้าถึง ความสะดวก และต้นทุนของการชาร์จ ผู้ประกอบการยานยนต์จำเป็นต้องร่วมมือกับผู้ให้บริการพลังงาน ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนักวางผังเมือง เพื่อสร้างโซลูชันระบบนิเวศที่จะช่วยขยายการใช้ในวงกว้าง” นายลี ซอง จิน (Lee Seong Jin) Automotive Sector Leader ดีลอยท์ เซาท์อีสท์เอเชีย กล่าว
%20Automotive%20Sector%20Leader%20%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%8C%20%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A2.jpg)
ผู้บริโภคไทยมีความตระหนักเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการจัดการแบตเตอรี่เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งาน โดยผู้ตอบแบบสอบถามเห็นว่าความรับผิดชอบหลักควรอยู่ที่ผู้ผลิตรถยนต์ (ร้อยละ 29) รองลงมาคือผู้ผลิตแบตเตอรี่ (ร้อยละ 18) และผู้ให้บริการรีไซเคิลเฉพาะทาง (ร้อยละ 16) สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำหนดบทบาทของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและกฎระเบียบที่ชัดเจนมากขึ้น เมื่อการใช้งานรถยนต์ NEV เพิ่มมากขึ้น
การเปลี่ยนแบรนด์สูง ขณะที่ความเชื่อมั่นในดีลเลอร์ยังแข็งแกร่ง
ผลการศึกษาพบว่า ตลาดรถยนต์ไทยมีการแข่งขันสูง โดยผู้บริโภคมีพฤติกรรมเปลี่ยนแบรนด์ในระดับสูง ผู้บริโภคไทยร้อยละ 38 เปลี่ยนแบรนด์รถยนต์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่งผลให้ประเทศไทยติดอันดับ 3 ของภูมิภาค รองจากอินโดนีเซียและมาเลเซีย นอกจากนี้ ผู้บริโภคร้อยละ 64 ระบุว่ามีแนวโน้มจะเปลี่ยนแบรนด์ในการซื้อรถยนต์ครั้งถัดไป
ทั้งนี้ การตัดสินใจซื้อได้รับอิทธิพลมากขึ้นจากคุณภาพสินค้า (ร้อยละ 58) ฟีเจอร์หรือเทคโนโลยีของรถยนต์ (ร้อยละ 50) สมรรถนะของรถ (ร้อยละ 47) ราคา (ร้อยละ 44) และเครือข่ายบริการหลังการขาย (ร้อยละ 36)
สิ่งนี้สะท้อนถึงตลาดที่มีความยืดหยุ่นและแข่งขันสูงขึ้น โดยความภักดีต่อแบรนด์กำลังถูกปรับเปลี่ยนตามความคาดหวังของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการยังคงแข็งแกร่ง สะท้อนบทบาทสำคัญของความสัมพันธ์ด้านบริการลูกค้าในการมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ
ทั้งนี้ มีผู้บริโภคไทยร้อยละ 53 สนใจซื้อรถยนต์โดยตรงจากผู้ผลิตผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาค สะท้อนถึงการเปิดรับโมเดล Direct-to-consumer ที่ยังจำกัด
ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 81 เลือกใช้บริการบำรุงรักษากับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาค และ “ความเชื่อมั่น” ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกผู้ให้บริการ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ความเชื่อมั่นมีความสำคัญมากกว่าคุณภาพของงานบริการ
ยานยนต์เชื่อมต่อ เทรนด์สำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ในอนาคต
ผู้บริโภคไทยเริ่มเปิดรับเทคโนโลยียานยนต์เชื่อมต่อและซอฟต์แวร์มากขึ้น โดยร้อยละ 67 สนใจฟีเจอร์ปรับแต่งด้วย AI นอกจากนี้ ยังมีความเต็มใจที่จะจ่ายบริการเชื่อมต่อ เช่น ระบบติดตามป้องกันการโจรกรรม (ร้อยละ 84) ระบบช่วยเหลือฉุกเฉิน (ร้อยละ 80) และประกันภัยรถยนต์ที่ปรับตามพฤติกรรมการขับขี่ (ร้อยละ 74)
แม้แนวโน้มการใช้งานจะเพิ่มขึ้น แต่ผู้บริโภคไทยมีความกังวลด้านการแบ่งปันข้อมูลในระดับต่ำกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ทั้งในด้านข้อมูลจากอุปกรณ์เชื่อมต่อ ตำแหน่งรถ และระบบตรวจสอบภายในห้องโดยสาร
นางสาวจันทิรา จันทราชัยโชติ Consumer Industry Leader ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ความพร้อมด้านรถยนต์ NEV ที่เพิ่มขึ้น พลวัตของความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนไป จนถึงการเติบโตของเทคโนโลยียานยนต์เชื่อมต่อ ผู้บริโภคมีแนวโน้มเปลี่ยนแบรนด์มากขึ้น เปิดรับเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น แต่ยังคงยึดโยงกับความสัมพันธ์ระยะยาวที่ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่น ความสำเร็จของผู้ประกอบการจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารความซับซ้อนนี้ โดยผสานกลยุทธ์ เทคโนโลยี การดำเนินงาน และความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศ เพื่อสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อให้กับลูกค้า ตั้งแต่การเป็นเจ้าของ การบริการ การชาร์จพลังงาน ไปจนถึงการมีปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัล องค์กรที่สามารถก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปสู่การเปลี่ยนผ่านแบบบูรณาการ จะเป็นผู้ชนะในช่วงถัดไปของการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”
