IN NEWS

เผย‘ไทยช่วยไทย’วันแรกเงินสะพัด33ล้าน ผู้จับจ่าย2.8แสนคน/รถพุ่มพวงร่วม382คัน



อัปเดต ไทยช่วยไทยวันแรกสุดคึกคักเงินสะพัด33ล้านผู้จับจ่าย2.8แสนคนลดค่าครองชีพ7.4ล้าน รถพุ่งพวงร่วม382คันเปิดรับถึง7พ.ค.นี้

กรุงเทพฯ-จับกระแสวันแรกเปิด“ไทยช่วยไทย” กระแสแรงทั่วประเทศ เงินสะพัดกว่า 33.7 ล้านบาทประชาชนลดค่าครองชีพแล้วกว่า 7.4 ล้านบาท วันแรกทะลุ 2.8 แสนคน และวันแรก รถพุ่มพวง 382 คัน เข้าร่วมลุยขายถึงหน้าบ้านทั่วประเทศและยังคงเปิดรับสมัครรถเข้าร่วมถึง 7 พ.ค. นี้

วันนี้ (2 พฤษภาคม 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” ซึ่งดำเนินการผ่านที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตั้งแต่วันแรก โดยมีประชาชนเข้าร่วมแล้วกว่า 283,894 คน ครอบคลุม 878 อำเภอ ใน 76 จังหวัด (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร)

ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.45 น. พบว่า มีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 12,491 ร้าน และมีสินค้าเข้าร่วมจำหน่ายมากถึง 249,515 ชิ้น ครอบคลุมทั้งสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน สินค้า OTOP และสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs

ในด้านผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ พบว่า โครงการสามารถสร้าง เม็ดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 33,738,292.45 บาท และที่สำคัญสามารถช่วย ลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้แล้วกว่า 7,429,275 บาท สะท้อนผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของนโยบายที่เข้าถึงประชาชนโดยตรง

สำหรับจังหวัดที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่  1. สุรินทร์ 1,192,891 บาท 2. นครราชสีมา 1,167,683 บาท 3. เชียงใหม่ 1,057,660 บาท 4. ขอนแก่น 1,056,944 บาท 5. ยะลา 836,991 บาท

 ขณะที่อำเภอที่มีมูลค่าการใช้จ่ายสูงสุด ได้แก่  อำเภอกาบัง จังหวัดยะลา 468,956 บาท อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 277,000 บาท อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี 269,870 บาท

ในส่วนของประเภทสินค้า พบว่าสินค้าจำเป็นยังคงเป็นที่ต้องการสูง โดยกลุ่มห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มียอดจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ น้ำมันพืช ไข่ไก่ ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และข้าว ขณะที่สินค้า OTOP และสินค้า SMEs ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย” เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และประชาชนเข้าด้วยกันในระบบเดียว

“นี่ไม่ใช่แค่การขายของราคาถูก แต่คือการทำให้เงินหมุนในชุมชน ผู้ประกอบการมีรายได้ และประชาชนได้ของจำเป็นในราคาที่เข้าถึงได้จริง”

ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าขยายโครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระยะยาว

รถพุ่มพวง 382 คัน เข้าร่วมลุยขายถึงหน้าบ้านทั่วประเทศ

นางสาวลลิ กล่าวอีกว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ ผ่านเครือข่ายรถพุ่มพวง” ซึ่งดำเนินการโดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดรับสมัครวันแรก (1 พฤษภาคม 2569) ได้รับความสนใจอย่างคึกคัก มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 382 ราย

โดยแบ่งเป็น รถยนต์ 156 ราย รถสามล้อพ่วงข้าง 151 ราย รถจักรยานยนต์ 75 ราย

ข้อมูล ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. พบว่า ผู้สมัครกระจายตัวในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดย จังหวัดนครพนมมีจำนวนผู้สมัครสูงสุด 40 ราย รองลงมา ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ 26 ราย จังหวัดสุรินทร์ 22 ราย และจังหวัดขอนแก่น–ชัยภูมิ จังหวัดละ 19 ราย

สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของผู้ประกอบการในภูมิภาค โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการกระจายสินค้าราคาประหยัดสู่ประชาชน

ทั้งนี้ โครงการจะเปิดรับสมัครต่อเนื่องจนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.30 น. เพื่อขยายเครือข่าย “รถพุ่มพวง” ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาย่อมเยา

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการยกระดับ “การค้าขายเคลื่อนที่” ให้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดค่าครองชีพ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชนในระดับพื้นที่

“วันนี้รถพุ่มพวงไม่ใช่แค่รถขายของ แต่คือ “โครงข่ายเศรษฐกิจเคลื่อนที่” ที่จะทำให้ของถูกไปถึงประชาชนได้จริง ทุกชุมชน”