SUSTAINABILITY
Fair Finance Thailand-ประชาสังคม ส่งเสียงถึงรัฐฯใหม่ดัน5กม.สิ่งแวดล้อม
กรุงเทพฯ 5 พฤษภาคม 2569 - เมื่อบ่ายวันที่ 23 เมษายน 2569 แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand - FFT, “แนวร่วมฯ”) ได้จัดงานเวทีรับฟังเสียงสาธารณะในหัวข้อ “กฎหมายสิ่งแวดล้อมไหนต้องไปต่อ: เสียงประชาชนถึงรัฐสภาชุดใหม่ในกรอบเวลา 60 วัน” ณ โรงแรม Crowne Plaza Bangkok Lumpini Park โดยถือเป็นเวทีสำคัญสำหรับภาคประชาสังคมในการเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาชุดใหม่ให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ 5 ฉบับ
กรอบเวลา 60 วัน: ช่วงเวลาตัดสินอนาคตกฎหมายสิ่งแวดล้อม
การจัดเวทีครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารความสำคัญของกรอบเวลา 60 วัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐสภาชุดใหม่จะต้องตัดสินใจว่าจะนำร่างกฎหมายที่ค้างอยู่กลับมาพิจารณาต่อหรือไม่ โดยแนวร่วมฯ ระบุว่า ช่วงเวลานี้เป็น “โอกาส” สำหรับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน
ทางแนวร่วมฯ เน้นย้ำว่าหากไม่มีการดำเนินการภายในกรอบเวลานี้ กระบวนการนิติบัญญัติที่ขับเคลื่อนมาอย่างยาวนานจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด โดยในงานนี้มีตัวแทนจากหน่วยงานภาคประชาสังคม อาทิ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw), สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ (Thailand Clean Air Network), องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature: IUCN), Climate Connectors, และสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Environment Research Institute) พร้อมทั้งได้รับเกียรติจาก คุณเชาว์ลิต แจ้งอักษร ผู้อำนวยการส่วนพัฒนากฎหมาย กรมควบคุมมลพิษ ร่วมรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
5 ประเด็นสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และการเงิน
ในเวทีได้มีการนำเสนอรายละเอียดของร่างกฎหมาย 5 ฉบับ โดยผู้เชี่ยวชาญได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในแต่ละประเด็น ดังนี้:
1. ร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR): โดย คุณอมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมายและผู้ช่วยผู้จัดการ มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ระบุว่าร่าง พ.ร.บ. PRTR เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างระบบฐานข้อมูลมลพิษที่โปร่งใส เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนและทำให้ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบต่อสังคม โดยจี้ให้รัฐสภาชุดใหม่ใช้กรอบเวลา 60 วันเร่งรื้อฟื้นร่างกฎหมายฉบับประชาชนนี้กลับเข้าสู่การพิจารณา เพื่อไม่ให้การเข้าชื่อของประชาชนกว่า 12,000 คนที่เคยผ่านวาระแรกมาแล้วต้องสูญเปล่าหลังการยุบสภา
2.ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด: โดย รศ.ดร. คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม นายกสมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ ได้ชี้แจงว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือเชิงนโยบายและสังคมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางการเมือง โดยเป็นร่างกฎหมายที่ภาคประชาชนร่วมผลักดันมานานกว่า 8 ปี ซึ่งรัฐบาลมีแนวโน้มจะส่งกลับเข้าสู่สภาภายในกรอบ 60 วัน (ก่อนวันที่ 13 พฤษภาคม) คุณชวลิต แจ้งอักษร ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงความทันสมัยและความสมบูรณ์ของร่างกฎหมายจำนวน 273 มาตรา โดยมีการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะด้าน 5 ชุดเพื่อจัดการมลพิษครอบคลุมทุกมิติรวมถึงมลพิษข้ามแดน และการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดที่มีบทลงโทษทางกฎหมายสูงสุดถึง 100 ล้านบาท
3.ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: โดย คุณธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors ได้เน้นย้ำว่าร่างกฎหมายนี้เน้นใช้กลไกราคาคาร์บอนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero แต่ยังมีความกังวลเรื่องความเสี่ยงในการฟอกเขียวจากการให้คาร์บอนเครดิตเกินจริง รวมถึงการขาดบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิชุมชนในประเด็น "ความสูญเสียและความเสียหาย" (Loss and Damage)
4.ร่าง พ.ร.บ. การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน: โดย ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่ากฎหมายนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูปประเทศไทยจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR) เพื่อแก้ปัญหาขยะที่สร้างความเสียหายมหาศาล โดยร่างกฎหมายฉบับประชาชนที่รวบรวมรายชื่อได้กว่า 21,310 รายชื่อ มุ่งสร้างกลไกทางเศรษฐศาสตร์และมาตรการจัดการผลิตภัณฑ์เป้าหมายเพื่อเพิ่ม GDP และสร้างสายอาชีพสีเขียว (green careers)
5.ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ: โดย คุณภัคเกษม ธงชัย เจ้าหน้าที่แผนงานด้านน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำ องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ระบุว่าพื้นที่ชุ่มน้ำซึ่งทำหน้าที่เป็นฟองน้ำธรรมชาติกำลังลดลงอย่างรวดเร็วจากการพัฒนาที่ทำลายระบบนิเวศ เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันขาดนิยามและการคุ้มครองพื้นที่ระดับท้องถิ่นที่ชัดเจน พร้อมจี้ให้รัฐสภาชุดใหม่เร่งพิจารณร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อนำไปสู่จัดทำระบบขึ้นทะเบียนและจำแนกพื้นที่ตามหลักวิทยาศาสตร์ รวมถึงพิจารณาบูรณาการเข้ากับกฎหมายน้ำหรือกฎหมายความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อปกป้องทรัพยากรน้ำและบรรเทาภัยพิบัติอย่างยั่งยืน
เรียกร้องความโปร่งใสจากภาครัฐ
กิจกรรมในงานดำเนินผ่านกระบวนการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ การนำเสนอสาระสำคัญโดยผู้เชี่ยวชาญ การแสดงท่าทีจากตัวแทนรัฐบาล และการเปิดรับฟังความเห็นจากประชาชน ในช่วงท้าย เวทีรับฟังเสียงสาธารณะปิดท้ายด้วยการเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องตระหนักถึงความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมนั้นแยกไม่ออกจากการผลักดันการเงินการธนาคารที่ยั่งยืน พร้อมแนะให้รัฐสภาชุดใหม่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผลประโยชน์สาธารณะ ด้วยการบรรจุร่างกฎหมายทั้ง 5 ฉบับนี้เข้าสู่วาระเร่งด่วนสูงสุดของรัฐสภา
