BUSINESS

'สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม'รุกขับเคลื่อน การค้า-การลงทุนชูโอกาสใหม่รับศก.โต



กรุงเทพฯ-สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม (Thailand-Vietnam Business Council) เดินหน้าตอกย้ำบทบาทในฐานะกลไกสำคัญของภาคเอกชนในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างประเทศไทยและประเทศเวียดนาม ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเวียดนามในฐานะหนึ่งในตลาดศักยภาพสำคัญของภูมิภาคอาเซียน

นับตั้งแต่การก่อตั้งในปี 2555 สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ได้เดินหน้าเป็นตัวกลางส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจระหว่างสองประเทศ ทั้งในระดับภาครัฐต่อภาครัฐ (G2G) ภาคเอกชนต่อภาคเอกชน (B2B) รวมถึงการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ในการขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดเวียดนาม ผ่านการให้คำปรึกษาด้านการค้าและการลงทุน การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างสองประเทศ ปัจจุบัน สภาธุรกิจไทย-เวียดนามมีสมาชิกรวมกว่า 153 ราย ครอบคลุมภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ผู้ประกอบการ SMEs สถาบันการเงิน และพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมเดินหน้าสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ตลอดปีที่ผ่านมา สภาธุรกิจไทย-เวียดนามได้ดำเนินกิจกรรมสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเข้าร่วมงาน Vietnam-Thailand Business Forum, การจัดกิจกรรม Business Consulting Day Breaking Borders Building Future เส้นทางใหม่สู่เวียดนาม, เข้าร่วมการประชุม Team Thailand Plus ระหว่างภาครัฐและเอกชนไทยในเวียดนาม, เข้าร่วมหารือกับเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย ท่าน ฝั่ม เหวียต หุ่ง (H.E. Mr. Pham Viet Hung) รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อสนับสนุนการขยายโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม เปิดเผยว่า “เวียดนามถือเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงของภูมิภาค จากการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดดตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ และบทบาทที่เพิ่มขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมีศักยภาพ ปัจจุบัน เวียดนามถือเป็นหนึ่งในคู่ค้าสำคัญของไทย โดยในปี 2568 มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทยและเวียดนามอยู่ที่กว่า 2.36 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกจากไทยไปเวียดนามกว่า 1.28 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าการนำเข้าจากเวียดนามกว่า 1.08 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมตั้งเป้ามูลค่าการค้ารวมสู่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตด้านการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม และการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น ‘หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน’ (Comprehensive Strategic Partnership) สภาธุรกิจไทย-เวียดนามยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมสำคัญระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ เพื่อช่วยลดอุปสรรคทางการค้า สร้างโอกาสการลงทุนใหม่ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตในเวียดนามได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

ในการนี้ทางสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ได้จัดสัมมนา “Vietnam Next Move: From Market Entry to Market Leadership ก้าวต่อไปของธุรกิจไทยในเวียดนาม” ในวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 14.30 - 17.00 น. ณ ห้อง Auditorium ชั้น 10 C asean Ratchada อาคาร CW Tower เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและเวียดนาม โดยมี คุณจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม กล่าวเปิดงาน และได้รับเกียรติจาก ท่าน ฝั่ม เหวียต หุ่ง (H.E. Mr. Pham Viet Hung) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงาน พร้อมด้วย คุณอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย ร่วมให้เกียรติกล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านระบบวิดีทัศน์จากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อร่วมสะท้อนมุมมองต่อโอกาสความร่วมมือระหว่างสองประเทศในอนาคต โดยภายในงานจัดให้มีการเสวนาใน 2 หัวข้อ ได้แก่ Vietnam Direction 2026 : ทิศทางเศรษฐกิจ กฎระเบียบใหม่ และแนวทางปฏิบัติสำหรับธุรกิจไทย” เพื่ออัปเดตแนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามและกฎระเบียบใหม่ รวมถึงหัวข้อ “ช่องทางการขายที่มีศักยภาพ และวิธีการนำสินค้าเข้าไปขายในช่องทางที่เหมาะสม” ซึ่งเป็นการเจาะลึกในด้านโอกาสทางธุรกิจ ช่องทางค้าปลีก ค้าส่ง การค้าแบบดั้งเดิม และ e-Commerce เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์และขยายธุรกิจในเวียดนามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ท่าน ฝั่ม เหวียต หุ่ง (H.E. Mr. Pham Viet Hung) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมภายในงานว่า “เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการพัฒนาประเทศ และได้ตั้งเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงภายในปี 2573 พร้อมมุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงภายในปี 2588 โดยปัจจุบัน ประเทศเวียดนามถือเป็น 1 ใน 35 ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และในปี 2568 ที่ผ่านมา GDP ของเวียดนามเติบโตสูงถึง 8.02% และมีรายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้นกว่า 60 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นนโยบายโด่ยเหมย (Doi Moi) ในปี 2529

สำหรับความสัมพันธ์กับประเทศไทย ปัจจุบันไทยถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของเวียดนาม โดยมีโครงการลงทุนสะสมกว่า 789 โครงการ คิดเป็นมูลค่าจดทะเบียนรวมกว่า 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และนักลงทุนต่างชาติชั้นนำในเวียดนาม นอกจากนี้ โอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม ยังถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านความร่วมมือไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยอาศัยความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่เกื้อกูลกัน ระหว่างเวียดนามที่เป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค กับไทยที่มีความแข็งแกร่งด้านโลจิสติกส์ ค้าปลีก และอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อร่วมกันสร้างแพลตฟอร์มใหม่สำหรับการเติบโตที่ยั่งยืน อาทิ เศรษฐกิจสีเขียว พลังงานหมุนเวียน และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับสถานะของทั้งสองประเทศ พร้อมทั้งเปลี่ยนความท้าทายต่าง ๆ ให้เป็นโอกาสและนำไปสู่การเติบโตอย่างมั่นคงร่วมกัน”

สำหรับปี 2569 สภาธุรกิจไทย-เวียดนาม ยังมีแผนเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลเศรษฐกิจเวียดนามบนเว็บไซต์สภาฯ จัดคณะศึกษาดูงานด้านการค้าและการลงทุน รวมถึงพัฒนาระบบสนับสนุนสมาชิกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยในการขยายโอกาสสู่ตลาดเวียดนาม พร้อมเดินหน้าสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทยและเวียดนามให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สอดรับกับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียน และต่อยอดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศสู่โอกาสใหม่ร่วมกันอย่างยั่งยืน