IN NEWS

นายกฯลงพื้นที่เกาะพะงัน-ภูเก็ตเร่งปราบ 'นอมินีต่างชาติ'/เปิด8จุดเสี่ยงทั่วประเทศ



กรุงเทพฯ-นายกฯ “อนุทิน” ลงพื้นที่เกาะพะงัน–ภูเก็ต เร่งแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ–ติดตามบุกรุกหาดสาธารณะ ย้ำคุ้มครองผลประโยชน์ประชาชน ก่อนหน้านี้ DBDและDSIนั่งหัวโต๊ะ..ถกสถานการณ์ ‘นอมินี’ ในประเทศไทย พบชาวต่างชาติขี้ฉ้อใช้คนไทยเป็นนอมินีประกอบธุรกิจหลากหลายรูปแบบ เหิมเกริม!! ตั้งก๊กก๊วนผิดกฎหมายแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของไทย พฤติกรรมกร่างจนชาวบ้านเอือมระอา เบื้องต้น 2 หน่วยงานโฟกัส ‘นอมินีเกาะพะงันและเกาะสมุย’ จากการเปิดปฏิบัติการสแกนข้อมูลบริษัทในพื้นที่กว่า 1 หมื่นราย รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา หัวหิน พร้อมดึงพันธมิตรอีกกว่า 20 หน่วยงาน ปูพรมตรวจเข้ม ‘จับจริง’ หวังสถานการณ์นอมินีในไทยดีขึ้นตามลำดับ

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (13 พฤษภาคม 2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะลงพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามและเร่งแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ทั้งปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ให้ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะริมชายหาด

โดยที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายกรัฐมนตรีจะรับฟังสถานการณ์ในพื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งข้อเสนอจากภาคประชาชนและผู้ประกอบการ เพื่อเร่งผลักดันมาตรการแก้ไขปัญหานอมินีอย่างจริงจัง สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ และดูแลผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย

จากนั้น นายกรัฐมนตรีจะลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่หาดสาธารณะ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด พร้อมย้ำให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดูแลทรัพยากรสาธารณะและสิทธิของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

“นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท่องเที่ยว ทั้งด้านเศรษฐกิจ การประกอบธุรกิจ และการรักษาทรัพยากรสาธารณะ โดยรัฐบาลพร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

สถานการณ์‘นอมินี’ชี้!!ต่างชาติขี้ฉ้อเหิมเกริมหนัก

ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้ ได้เป็นประธานร่วมกับ พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อหารือถึงสถานการณ์ ‘นอมินี’ ในประเทศไทย หลังพบธุรกิจที่ชาวต่างชาติประกอบธุรกิจในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังหลายแห่งมีลักษณะเข้าข่าย ‘นอมินี’ หลังจากเปิดปฏิบัติการสแกนข้อมูลบริษัทภายในจังหวัดแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ซึ่งพบความเป็นไปได้สูงที่จะมีบริษัทนอมินีอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ ยังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่เป้าหมาย (เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี) ว่ามีชาวต่างชาติบางคนรวมกลุ่มกันตั้งเป็นก๊กก๊วนแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของไทย และมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย/สังคม เป็นที่เอือมระอาของชาวบ้านในพื้นที่

อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “DBD และ DSI จึงร่วมกันวางแนวทางการตรวจสอบบริษัทนอมินีอย่างเข้มข้น โดยเบื้องต้นทั้ง 2 หน่วยงานเห็นพ้องว่าจะโฟกัสไปที่ ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี’ ก่อนเป็นลำดับแรก โดยนำข้อมูลบริษัทที่ได้สแกนอย่างละเอียดจำนวน 11,426 บริษัท มาจำแนกโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเป็น ‘บริษัทนอมนี’ ในระดับสูง กลาง ต่ำ และจะกำหนดระยะเวลาการตรวจสอบ โดยเริ่มจากบริษัทที่มีโอกาสสูงที่จะเป็นนอมินีก่อน และดำเนินการตรวจสอบไล่ลำดับลงไป แต่หากเกิดกรณีร้องเรียนจากภาคประชาชนที่บ่งชี้ถึงพฤติกรรมนอมินีอย่างชัดเจน ก็พร้อมส่งทีมปราบนอมินีตรวจสอบทันที ขณะเดียวกัน ก็จะประสานหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบด้วย โดยจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มข้น ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบบริษัทนอมินีมีความรัดกุมและสามารถดำเนินคดีกับบริษัทนอมินีได้หลากหลายมิติ หลากหลายความผิด ซึ่งจะส่งผลต่อการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบนอมินีบนเกาะพะงันและเกาะสมุยครั้งนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้น ‘จับจริง’ และพร้อมนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษขั้นเด็ดขาดตามที่กฎหมายกำหนด โดยหวังว่าสถานการณ์นอมินีในประเทศไทยจะดีขึ้นตามลำดับ และนำความปกติสุขมาสู่ประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ DBD และ DSI รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติการปราบปรามนอมินีเกาะพะงันและเกาะสมุย รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา หัวหิน โดยเร็ว ใช้ทุกสรรพกำลังของทุกหน่วยงานตรวจสอบบริษัทกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นนอมินี และนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษอย่างจริงจัง ‘นอมินี’ เป็นปัญหาสำคัญระดับชาติที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงทางธุรกิจของประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านการแข่งขัน การจัดเก็บรายได้ภาครัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน การดำเนินธุรกิจผ่านนอมินีทำให้ผู้ประกอบการต่างชาติสามารถเข้ามาครอบครองธุรกิจที่กฎหมายสงวนไว้โดยไม่เป็นธรรมกับชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงส่งผลให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ไม่สามารถแข่งขันด้านเงินทุน เทคโนโลยี และต้นทุนได้อย่างเท่าเทียม จนอาจนำไปสู่การสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการปิดกิจการของคนไทยในระยะยาว นอกจากนี้ ธุรกิจนอมินียังเป็นช่องทางสำคัญของการหลีกเลี่ยงภาษี การปกปิดแหล่งที่มาของเงินทุน และการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่โปร่งใส ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงินหรือธุรกิจผิดกฎหมายอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศต่อระบบกำกับดูแลของไทย อีกทั้งยังสร้างภาพลักษณ์เชิงลบต่อเศรษฐกิจไทยในเวทีระหว่างประเทศ เพราะสะท้อนถึงช่องโหว่ในการบังคับใช้กฎหมายและการกำกับดูแลภาคธุรกิจ ดังนั้น การตรวจสอบและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี รวมถึงรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ให้มุ่งดำเนินการปราบปรามการกระทำความผิดทุกรูปแบบ จึงเป็นมาตรการสำคัญในการคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม และรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย