MOTORING
สรุปการแถลงแผนธุรกิจHonda ปี2026 ชู5ประเด็นหลักการปรับโครงสร้างธุรกิจ
กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น – 14 พฤษภาคม 2569– นายโทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหาร (Global CEO) บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด จัดงานแถลงข่าวเพื่อนำเสนอแนวทางการดำเนินงาน ของฮอนด้า ในการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์และทิศทางธุรกิจของฮอนด้าในอนาคต โดยมีข้อสรุปประเด็นสำคัญ 5 ประเด็นหลัก ดังนี้:
1. แนวทางการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจในปัจจุบัน ฮอนด้า มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในหลากหลายด้าน ทั้งการปรับโครงสร้างต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพัฒนา ตลอดจนการเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรองค์กรไปยังภูมิภาคที่เป็นตลาดสำคัญ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว ฮอนด้า จะให้ความสำคัญการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์ในช่วง 3 ปีข้างหน้า พร้อมตั้งเป้าสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวม ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงิน มูลค่ามากกว่า 1.4 ล้านล้านเยน ซึ่งจะเป็นสถิติสูงสุดใหม่ ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2572

2. แนวทางหลัก 3 ด้าน ในการดำเนินงานเพื่อปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์
ฮอนด้า ได้กำหนด 3 แนวทางหลักสำหรับการดำเนินงาน ได้แก่ การจัดสรรทรัพยากรองค์กรเชิงกลยุทธ์ การยกระดับความแข็งแกร่งด้านการผลิตอย่างรอบด้าน และการใช้ทรัพยากรภายนอกอย่างมีกลยุทธ์
2-1. การจัดสรรทรัพยากรองค์กรเชิงกลยุทธ์
■ การทบทวนพอร์ตโฟลิโอระบบขับเคลื่อน เพื่อตอบรับแนวโน้มความต้องการในอนาคต
- ฮอนด้า จะปรับการจัดสรรทรัพยากรทั้งด้านการพัฒนาและการผลิตไปที่รถยนต์ไฮบริด ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงในตลาดปัจจุบัน
- ตั้งแต่ปี 2027 (พ.ศ. 2570) เป็นต้นไป ฮอนด้า จะเริ่มเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมระบบไฮบริดและแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่รวม 15 รุ่นทั่วโลก ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 (พ.ศ. 2573) โดยมุ่งเน้นทำตลาดในอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลัก ทั้งนี้ ในปี 2029 (พ.ศ. 2572) ฮอนด้า มีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-Segment ขึ้นไปอีกด้วย
- พร้อมเผยโฉมรถ Prototype ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Honda Hybrid Sedan Prototype และ Acura Hybrid SUV Prototype ที่มีแผนจะเปิดจำหน่ายภายใน 2 ปีข้างหน้า
- ฮอนด้า จะทำการปรับลดต้นทุนของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ลดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่เปิดตัวในปี 2023 โดยการผสานประสิทธิภาพของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ แพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ และระบบขับเคลื่อน AWD แบบไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใหม่เข้าด้วยกัน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ดีขึ้นกว่า 10% จากเดิม พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับและเร้าใจ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้าที่ตอบสนองความรู้สึกของผู้ขับขี่ได้ดั่งใจ
- ด้านการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ ฮอนด้ากำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา โดยมีแผนเปิดตัวสู่ตลาดในปี 2028 (พ.ศ. 2571) และจะทำการติดตั้งระบบดังกล่าวในรถยนต์มากกว่า 15 รุ่น ภายในระยะเวลา 5 ปี
- ฮอนด้า จะจัดสรรกำลังการผลิตของโรงงานผลิตรถยนต์ในรัฐโอไฮโออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดเพิ่มขึ้น พร้อมปรับโรงงานผลิตรถยนต์ทุกแห่งในอเมริกาเหนือ ให้สามารถรองรับการผลิตรถยนต์ไฮบริดได้ทั้งหมด
- สำหรับโรงงานแบตเตอรี่ร่วมทุนระหว่างฮอนด้า และ LG Energy Solution ภายใต้บริษัท L-H Battery Company จะปรับบางส่วนของสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery) ไปผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริด นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสำหรับชุดประกอบ (ASSY) รวมถึงชิ้นส่วนของมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ให้มากกว่าระดับปัจจุบันถึง 4 เท่า เพื่อรองรับการขยายการผลิตรถยนต์ไฮบริด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน และบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา
■ การเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ในภูมิภาคหลัก
ฮอนด้า กำหนดให้อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และอินเดีย เป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต และจะมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรไปยังตลาดเหล่านี้เป็นหลัก โดยนอกเหนือจากแผนงานในอเมริกาเหนือ ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในญี่ปุ่น และอินเดีย รวมถึงจีน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างรอบด้าน
▸ญี่ปุ่น:
ฮอนด้า จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ Kei car เป็นหลัก ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว N-BOX EV ในปี 2028 (พ.ศ. 2571) นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป ฮอนด้า จะทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมระบบ ADAS เจเนอเรชันใหม่ โดยเริ่มจาก All-new Vezel เป็นรุ่นแรก ขณะเดียวกันก็ยังมีแผนที่จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการนำเสนอรุ่นพิเศษอย่าง Sport Line และ Trail Line เพื่อผลักดันยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ให้สูงกว่าในปัจจุบัน พร้อมทั้งสร้างรากฐานธุรกิจในประเทศญี่ปุ่นให้มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
▸อินเดีย:
ฮอนด้า จะกำหนดสเปกรถยนต์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดอินเดีย โดยเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตลาดอินเดียโดยเฉพาะในปี 2028 ภายใต้ 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มรถยนต์ความยาวไม่เกิน 4 เมตร และกลุ่มรถยนต์ขนาดกลาง นอกจากนี้ ฮอนด้าจะใช้ประโยชน์จากรากฐานที่แข็งแกร่งของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในอินเดีย ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงเกือบ 6 ล้านคันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้รถจักรยานยนต์สู่รถยนต์ และผลักดันการเติบโตของธุรกิจในอินเดียอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว ฮอนด้า ได้จัดตั้งบริษัท Honda Digital Innovation India เพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงเตรียมกระตุ้นยอดขายผ่านการให้บริการต่าง ๆ เช่น การให้บริษัทสินเชื่อภายในเครือแห่งใหม่ในอินเดีย ซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินงานก่อนสิ้นปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2027 (พ.ศ. 2570)
▸จีน:
ท่ามกลางสภาวะการดำเนินธุรกิจในประเทศจีนที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ฮอนด้า มุ่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านผลิตภัณฑ์และต้นทุน ผ่านการใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานและเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่จากภายซัพพลายเออร์ท้องถิ่น รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มร่วมกับพันธมิตรในประเทศจีน
2-2. การยกระดับความแข็งแกร่งด้านการผลิตอย่างรอบด้าน
ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน และการวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น ให้พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
▸การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง:
สำหรับการบริหารจัดการต้นทุนชิ้นส่วนจากผู้ผลิตภายนอก ฮอนด้า จะปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนทั่วโลก ผ่านการทบทวนมาตรฐานเฉพาะของฮอนด้า และหันมาใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานให้มากขึ้น พร้อมทั้งนำข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่นในประเทศจีนและอินเดียมาปรับใช้
▸การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน:
ฮอนด้า จะเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการทบทวนการบริหารจัดการห่วงโซ่งานด้านวิศวกรรม (engineering chain management) อย่างรอบด้าน ผ่านแนวคิด “Triple Half” ซึ่งมุ่งลด 3 ด้าน ได้แก่ 1. ต้นทุนการพัฒนา 2. ระยะเวลาการพัฒนา และ 3. ปริมาณภาระงานในการพัฒนา โดยจะลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2025
นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการออกแบบ การทดสอบ และการผลิตในช่วงต้น ผ่านการจำลองสภาพแวดล้อมดิจิทัลและเทคโนโลยี AI มาใช้ ฮอนด้า จะเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การทบทวนข้อกำหนดทางเทคนิค การวางแผนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการบริหารจัดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้ฮอนด้าสามารถลดระยะเวลาการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่น Minor Change ลงครึ่งหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณนี้เป็นต้นไป ขณะที่รถยนต์รุ่น Full Model Change จะเริ่มลดระยะเวลาการพัฒนาลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน โดยเริ่มจากโปรเจ็กต์ที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาในปี 2028 เป็นต้นไป
▸การวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น ให้พร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ:
ฮอนด้า ตั้งเป้าที่จะยกระดับประสิทธิภาพการผลิตขึ้นประมาณ 20% ภายใน 5 ปีข้างหน้า ผ่านการบริหารเงินลงทุนและการจัดสรรทรัพยากร สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่และอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
2-3. การใช้ทรัพยากรภายนอกอย่างมีกลยุทธ์
ฮอนด้า มีแผนที่จะใช้ทรัพยากรจากภายนอกอย่างยืดหยุ่นและมีกลยุทธ์มากขึ้น รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ความรวดเร็ว ตลอดจนการใช้ชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมของธุรกิจท้องถิ่นในจีนและอินเดีย สำหรับกลยุทธ์ด้านแบตเตอรี่ ในขณะนี้ ฮอนด้า จะยังไม่เน้นการผลิตเองทั้งหมด แต่จะใช้ศักยภาพจากโรงงานของ L-H Battery อย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเติบโตในอนาคต ฮอนด้าจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วยการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริดซึ่งมีความต้องการสูงในปัจจุบัน รวมถึงการผลิตเพื่อใช้งานในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ ฮอนด้า จะเดินหน้ากลยุทธ์การจัดซื้อแบตเตอรี่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก
ฮอนด้า ตัดสินใจระงับโครงการสร้างห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในแคนาดาออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมทั้งทบทวนกลยุทธ์การจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ฮอนด้า จะมุ่งเน้นการผสมผสานเทคโนโลยีหลักที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้นเองเข้ากับทรัพยากรจากภายนอก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความไม่แน่นอน
3. ทิศทางในระยะกลางถึงระยะยาว
ฮอนด้า ยังคงมุ่งมั่นในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 ในฐานะผู้นำด้านการขับเคลื่อนแบบครบวงจร โดยจะดำเนินการประเมินสภาพแวดล้อมทางตลาด และแนวโน้มความต้องการในแต่ละภูมิภาคอย่างรอบคอบ ควบคู่ไปกับการเร่งผลักดันแนวทางที่หลากหลาย เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งครอบคลุมทั้งรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไฮบริด เชื้อเพลิงที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน และเทคโนโลยีการชดเชยคาร์บอน
ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฮอนด้า จะยังคงเดินหน้าวางรากฐานสำหรับการเปิดตัวแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ EV ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในอนาคต เพื่อให้มีความพร้อมในการรองรับความต้องการของตลาดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ All-Solid-State นอกจากนี้ ฮอนด้า จะนำระบบปฏิบัติการ ASIMO OS มาใช้ ไม่เพียงเฉพาะกับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่รถยนต์ไฮบริดด้วย เพื่อยกระดับคุณค่าในการขับเคลื่อน เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางและภายในห้องโดยสาร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Architecture) ฮอนด้า ได้นำแนวคิด ‘Domain-based architecture’ มาใช้ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นตามความแตกต่างของแต่ละประเทศ ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป และสภาพตลาด รวมถึงการใช้ทรัพยากรจากภายนอก และด้วยการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพสูงผ่านสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ฮอนด้า จะสามารถนำเสนอคุณค่าใหม่ ๆ ให้แก่ลูกค้าได้อย่างทันท่วงที พร้อมมุ่งสร้างทั้งความยืดหยุ่นและขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน
4. กลยุทธ์ทางการเงิน
ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ฮอนด้า จะมุ่งเน้นไปที่การปรับโครงสร้างธุรกิจรถยนต์ จากนั้นในอีก 2 ปีถัดไป เมื่อโครงสร้างธุรกิจได้รับการปรับอย่างแข็งแกร่งมั่นคงแล้ว ฮอนด้า จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องและยืดหยุ่น เพื่อผลักดันให้ธุรกิจรถยนต์กลับเข้าสู่ทิศทางที่สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดดและยั่งยืน
ฮอนด้า คาดการณ์ว่าจะสามารถจัดการกับผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ทั้งหมดภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (พ.ศ. 2572) ซึ่งเมื่อผนวกกับการยกระดับการปรับโฉมโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ จะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจยานยนต์ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ด้วยการต่อยอดการเติบโตจากธุรกิจรถจักรยานยนต์และบริการทางการเงินที่มีฐานกำไรที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวมให้ได้มากกว่า 1.4 ล้านล้านเยน ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังคงมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายอัตรา ROIC (Return on Invested Capital) ที่ 10% ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งไว้ ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2031 (พ.ศ. 2574)
▸การจัดสรรเงินทุน:
ในช่วงระยะเวลา 3 ปี จนถึงปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (พ.ศ. 2572) ฮอนด้า จะดำเนินการจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยจะปรับงบประมาณที่เคยกำหนดไว้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไปยังรถยนต์ไฮบริดแทน และจะควบคุมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 0.8 ล้านล้านเยน โดยฮอนด้าจะลงทุน 1.0 ล้านล้านเยนในด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และอีก 4.4 ล้านล้านเยนในกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริด ส่งผลให้มียอดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 6.2 ล้านล้านเยนในช่วง 3 ปีนี้
ในส่วนของกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน หลังปรับปรุงรายการด้านการวิจัยและพัฒนาแล้ว ฮอนด้าคาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดได้มากกว่า 7 ล้านล้านเยน (ไม่รวมผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV) จากการฟื้นตัวสู่ระดับทำกำไรของกลุ่มธุรกิจรถยนต์ และความแข็งแกร่งในการทำรายได้ของกลุ่มธุรกิจรถจักรยานยนต์ กระแสเงินสดนี้จะช่วยให้ฮอนด้าสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการส่งมอบผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 (พ.ศ. 2573) เป็นต้นไป ฮอนด้า จะประเมินแนวโน้มความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในด้าน EV ต่อไป โดยจะมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนให้ดียิ่งขึ้นผ่านการดึงทรัพยากรจากภายนอกมาใช้ในเชิงรุก แทนการยึดติดกับการใช้ทรัพยากรภายในองค์กรเพียงอย่างเดียว
▸ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น:
ฮอนด้า จะรักษาการจ่ายเงินปันผลที่มั่นคงและต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายอัตรา DOE (Dividend on Equity) ไว้ที่ 3%
5. การยกระดับธรรมาภิบาลองค์กร:
บริษัทฯ จะดำเนินการ ทบทวนและปรับปรุงโครงสร้างธรรมาภิบาลองค์กร โดยเฉพาะการปรับสัดส่วนคณะกรรมการบริษัทให้มีกรรมการอิสระเป็นเสียงข้างมาก รวมถึงการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการชุดย่อยต่าง ๆ และการเสริมความแข็งแกร่งให้กับกรอบการกำกับดูแลและการดำเนินงานของคณะกรรมการบริษัทโดยรวม ทั้งหมดนี้เพื่อให้การดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจในทุกด้านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง พร้อมทั้งเอื้อให้เกิดการตัดสินใจที่กล้าหาญและโปร่งใส
