IN NEWS
รัฐฯรับข้อเสนอเอกชนแก้เร่งด่วนฟื้นกรอ. ย้ำไทยต้องเข้มด้านถ่ายทอดเทคโนโลยี
กรุงเทพฯ-นายกฯ ย้ำเวทีหารือรัฐและเอกชน เพื่อเร่งปลดล็อกอุปสรรค หนุนลงทุน สร้างงาน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย พร้อมเน้นย้ำไม่ประนีประนอมผู้กระทำผิด เดินหน้าปราบคอร์รัปชัน ยาเสพติด และแก๊งผิดกฎหมายทุกประเภท และรัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน สั่งแปลงเป็น Action Plan ฟื้น กรอ. ตั้งระบบติดตามผลร่วมรัฐ–เอกชน ย้ำเวทีนี้ไม่ใช่แค่รับฟัง แต่ต้องนำไปทำจริง
วันนี้ (15 พฤษภาคม 2569) เวลา 16.45 น. ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงการพบหารือร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยย้ำว่า รัฐบาลจัดงานขึ้นเพื่อเปิดรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงแนวทางการทำงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจให้มากที่สุด เพื่อให้การประกอบธุรกิจในประเทศไทยเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งต่อผู้ประกอบการ ประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลต้องการรับฟังโดยตรงจากภาคธุรกิจว่า มีประเด็นใดที่รัฐสามารถสนับสนุนเพิ่มเติมได้ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการขยายกิจการ สร้างรายได้ สร้างงาน และเพิ่มความมั่งคั่งให้กับประเทศ พร้อมย้ำว่า ภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ ต้องการให้ภาครัฐทำหน้าที่เป็น “ผู้สนับสนุน” มากกว่าการเป็น “ผู้กำหนด” เพราะผู้ประกอบการเป็นผู้ที่เข้าใจความต้องการของตลาดและสภาพเศรษฐกิจได้ดีที่สุด ดังนั้น รัฐบาลจึงพร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาและข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้มีศักยภาพ มีอนาคต และเติบโตอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า หากภาครัฐสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการดำเนินกิจการได้อย่างคล่องตัว ขยายการลงทุน สร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าและบริการ รวมถึงเพิ่มการจ้างงานให้ประชาชนได้ ก็จะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้า พร้อมระบุว่า ได้มอบนโยบายแก่หน่วยงานราชการทุกส่วนให้เร่งติดตามอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการดำเนินธุรกิจ และร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเด็นด้านกฎระเบียบหรือกระบวนการตรวจสอบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
สำหรับประเด็นภาพลักษณ์เรื่องคอร์รัปชันของประเทศไทยว่า แม้หลายดัชนีจะสะท้อน “ความรู้สึก” ของผู้ประเมิน แต่ในทางปฏิบัติ ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านธรรมาภิบาลและการตรวจสอบอย่างเข้มข้นมาโดยตลอด ทั้งจากองค์กรอิสระและหน่วยงานตรวจสอบต่าง ๆ ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ พร้อมยืนยันว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีการดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตระหนักถึงความจำเป็นในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและแก้ไขภาพจำเรื่องการทุจริตที่สะสมมาในสังคมไทย
สำหรับการปราบปรามการสวมสิทธิ์และขบวนการผิดกฎหมายต่าง ๆ นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ขณะนี้มีการขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นขบวนการขนาดใหญ่ และมีคำสั่งให้นายอำเภอในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ประนีประนอมกับการกระทำผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด บ่อนการพนัน การฟอกเงิน หรือแก๊งหลอกลวงออนไลน์ (Scammer) โดยที่ผ่านมาได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า จะดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาด
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกหน่วยงาน ทั้งตำรวจ ทหาร ป.ป.ส. ปปง. ป.ป.ท. และ ป.ป.ช. โดยได้ให้อิสระในการปฏิบัติหน้าที่และเร่งรัดการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดมากขึ้น พร้อมย้ำว่า การตั้งคณะกรรมการสอบสวนไปจนถึงระดับนายอำเภอ เป็นไปเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า รัฐบาลใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างตรงไปตรงมาและไม่ละเว้นผู้ใด หากผู้ใดไม่เกี่ยวข้องก็จะได้รับความเป็นธรรม แต่หากพบว่ากระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
“รัฐบาลชุดนี้ให้อิสระแก่ฝ่ายปฏิบัติในการทำงานเต็มที่ เมื่อพบการกระทำผิดก็ให้ดำเนินการทันที ไม่ใช่เพียงลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วปล่อยให้เรื่องเงียบหาย ทุกฝ่ายจึงมีความมั่นใจในการทำงานร่วมกับรัฐบาล เพราะรัฐบาลมุ่งกวาดล้างผู้กระทำผิดกฎหมายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” นายกรัฐมนตรีกล่าว
รัฐบาลรับข้อเสนอเอกชนเป็นวาระเศรษฐกิจเร่งด่วน สั่งแปลงเป็น Action Plan ฟื้น กรอ. ตั้งระบบติดตามผลร่วมรัฐ–เอกชน ย้ำเวทีนี้ไม่ใช่แค่รับฟัง แต่ต้องนำไปทำจริง

เวลา 17.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดเวทีการหารือร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชน เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน และหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมด้วย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวสรุปดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่สละเวลามาร่วมหารือ พร้อมระบุว่า หลายท่านเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน การได้กลับมาพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันอีกครั้ง จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมกันมองทิศทางอนาคตของประเทศ ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านการเมืองระหว่างประเทศ เทคโนโลยี นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการหารือครั้งนี้ คือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อให้รัฐบาลสามารถส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในทุกอุตสาหกรรม ให้สามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยที่ผ่านมา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการลดอุปสรรคและเสริมศักยภาพภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนอนุญาตที่ซ้ำซ้อน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตลอดจนการผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในอนาคต
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ณ สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยได้ผลักดันความร่วมมือด้านเสถียรภาพทางพลังงาน ผ่านแนวคิด ASEAN Power Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน รวมถึงความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำว่า “อาเซียนต้องพูดด้วยเสียงเดียวกันมากขึ้น” เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพิ่มอำนาจต่อรองของภูมิภาค และยกระดับบทบาทของอาเซียนในเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลก
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า หลายประเทศต่างให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด ระบบโลจิสติกส์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมอย่างมากในทุกด้าน โดยไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการขับเคลื่อนความร่วมมือเหล่านี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจให้กับทั้งภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประเทศไทยจึงมีโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าไปด้วยกัน”
โดยรัฐบาลชุดนี้พร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ยึดติดกับข้อจำกัดเดิม ๆ กฎหมายล้าสมัย หรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก พร้อมเร่งสร้างความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และการจ้างงาน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศและกิจการของทุกภาคส่วนให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง
นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า วันนี้มีผู้บริหารภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งรองนายกรัฐมนตรี หน่วยงานเศรษฐกิจ สภาพัฒน์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดงานครั้งนี้ขึ้น เพื่อร่วมรับฟังข้อเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลตั้งใจให้เวทีนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการหารือเชิงลึก เพื่อนำข้อเสนอและความต้องการจากทุกภาคส่วนไปประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ความสำเร็จของภาคเอกชน คือ ความสำเร็จของประเทศไทย พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหารืออย่างเต็มที่ โดยรัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ภาคเอกชนชั้นนำของไทยในวันนี้ด้วย และหวังว่าจะได้นำทุกข้อเสนอ แนวคิด และข้อมูลที่ได้รับ ไปต่อยอดในการพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศไทยและประชาชนต่อไป
จากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้แทนจาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่
1. สถาบันหลัก กกร. - คุณพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คุณผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และดร.ณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย
2. ยานยนต์ - คุณกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด
3. โรงแรม/ท่องเที่ยว - คุณเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย
4. สุขภาพ - แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ ประธานกรรมการบริหาร BDMS
5. ก่อสร้าง/อสังหาฯ - คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ SCG
6. ค้าปลีก/สินค้าอุปโภคบริโภค - คุณสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ คุณเวทิต โชควัฒนา รองประธานกรรมการบริหาร / กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
7. พลังงาน - คุณสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Gulf
8. การเงิน - คุณขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย
9. เทคโนโลยี - ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท Delta Electronics Thailand
10. เกษตร/อาหาร - คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้สรุปข้อเสนอของภาคเอกชนเป็น 4 กลุ่มยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาคน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเห็นว่าแม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญความผันผวน แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสสำคัญจากการย้ายฐานการผลิต บุคลากร และห่วงโซ่อุปทานมายังภูมิภาค
โดยภาคเอกชนจากทุกภาคส่วนมีความเห็นสอดคล้องกันว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนใน “โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต” โดยเฉพาะพลังงานสะอาด การบริหารจัดการน้ำ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ควบคู่กับการใช้โอกาสจากการลงทุนจากต่างประเทศให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (New Growth Engines) อาทิ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโลจิสติกส์สมัยใหม่
ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเชื่อมโยงโอกาสดังกล่าวสู่ผู้ประกอบการไทยในทุกระดับ โดยเฉพาะ SME และ Micro SME รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น เพื่อให้สามารถเข้าถึงการสนับสนุนของภาครัฐได้อย่างทั่วถึงและเป็นรูปธรรม ไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวอยู่เพียงบางกลุ่ม
ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เร่งรัดแก้ไขอุปสรรคสำคัญที่ภาคเอกชนสะท้อน อาทิ ขั้นตอนการอนุญาต การอำนวยความสะดวกด้านกฎระเบียบ และข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อยกระดับสภาพแวดล้อมการลงทุนของประเทศให้มีความคล่องตัว โปร่งใส และเอื้อต่อการแข่งขันในระดับสากล
นอกจากนี้ มาตรการ BOI Fast Track ได้เริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยสามารถดึงดูดการลงทุนจริงได้กว่า 200,000 ล้านบาทในไตรมาสแรกของปี สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล
รองนายกรัฐมนตรีฯ ย้ำว่า รัฐบาลจะนำทุกข้อเสนอจากภาคเอกชนในครั้งนี้ไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมฟื้นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรีอ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ให้กลับมามีบทบาทเชิงรุกอีกครั้ง เพื่อผนึกกำลัง “รัฐ–เอกชน” เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นระบบ สร้างความเข้มแข็งจากฐานราก และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
