IN NEWS
นายกฯดึงทุนยุโรปตั้งศูนย์ซ่อมเครื่องบิน ติวเข้ม!'ทีมไทยแลนด์'เร่งมือFTAยุโรป
กรุงเทพฯ-นายกฯ เร่งดึงทุนยุโรป บริษัทดังสนใจตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยาน-พลังงานสะอาดในไทยและนายกฯ มอบนโยบาย “ทีมไทยแลนด์ยุโรป” ขับเคลื่อน “การทูตเชิงรุก“ เน้นโอกาส-ผลประโยชน์ ถึงมือประชาชน จับมือทุกหน่วยงาน “คลัสเตอร์” เดินหน้า FTA ไทย-สหภาพยุโรป
เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. ณ. โรงแรม InterContinental ซึ่งเป็นโรงแรมที่พัก กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สนทนากับ Mr. Pierre Jaffre ประธานสมาคมการค้าไทย-ยุโรป Thai-European Business Association (TEBA) พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส 4 ราย ได้แก่ บริษัท Rotortrade บริษัท Satys บริษัท Verventia และ บริษัท Virya Energy เห็นโอกาสในการขยายการลงทุนเพิ่มเติมในไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ อวกาศและการบิน และพลังงานสะอาด
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ระหว่างการสนทนา บริษัท Rotortrade เป็นผู้ให้บริการเฮลิคอปเตอร์ใหม่และมือสองในรูปแบบโครงการ Turnkey ครอบคลุมตั้งแต่การจัดซื้อจัดหา ซ่อมบำรุง (Maintenance, Repair, and Operations: MRO) แสดงความสนใจให้บริการในประเทศไทย รวมถึงการตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงเฮลิคอปเตอร์ เพื่อขยายโอกาสในการให้บริการลูกค้าในต่างประเทศโดยใช้ไทยเป็นฐานการให้บริการซ่อมบำรุงระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ปัจจุบันบริษัทมีศูนย์ซ่อมบำรุงหลักในฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา
บริษัท Satys ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพ่นสีและเคลือบผิวอากาศยานระดับโลก แสดงความสนใจที่จะขยายกิจการการบริการพ่นสีอากาศยานในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยต่อยอดความสามารถในการซ่อมบำรุงอากาศยานของไทย ให้สามารถดำเนินการได้ทุกกระบวนการแบบครบวงจรในประเทศไทย
ขณะที่ บริษัท Verventia รับทราบถึงศักยภาพของไทยและโอกาสของภาคเอกชนต่างประเทศในการเข้ามาลงทุนในไทย ในฐานะศูนย์กลาง หรือ ฮับของภูมิภาค และบริษัท Virya Energy ผู้ผลิตพลังงานสะอาด ปัจจุบันมีการดำเนินกิจการในไทยอยู่แล้วภายใต้บริษัท Constant Energy เน้นการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ โดยมีเงินลงทุนสะสม 2 พันล้านบาท ยังมีแผนที่จะขยายการลงทุนในประเทศไทย ด้วย
นางสาวรัชดา ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยเป็นที่จับตามองของภาคเอกชนต่างประเทศ ที่สนใจที่จะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติม สอดคล้องกับนายกรัฐนตรีเร่งขับเคลื่อนการเจรจรเขตการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป (FTA) รวมทั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน( BOI) ของไทย ยังมีมาตรการและสิทธิประโยชน์ ในการดึงดูด การลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น อุตสาหกรรมการบิน AI ซึ่งจะเอกชนชั้นนำของยุโรป เล็งเห็นโอกาสและ ศักยภาพของไทย
นายกฯมอบนโยบาย “ทีมไทยแลนด์ยุโรป” ขับเคลื่อน “การทูตเชิงรุก“
และเวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ ห้อง Salle Foch อาคาร Le Cercle de L’Union Interralliee กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน เป็นประธานการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วม ซึ่งเป็นการประชุมในรูปแบบนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี คุยกับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ 24 ประเทศ ประจำภูมิภาคยุโรปเป็นครั้งแรก โดยนายกรัฐมนตรีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังเสียงสะท้อนในการขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งใช้เวลาสนทนากันมากกว่าสามชั่วโมง
ภายหลังเสร็จสิ้นสรุปได้สาระสำคัญจากการหารือ ดังนี้
1. การเร่งเครื่อง FTA ไทย-สหภาพยุโรป นายกรัฐมนตรีย้ำว่า วาระสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาล คือการเร่งรัดความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างประเทศให้ความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะช่วยลดอุปสรรคด้านภาษีและการค้า เปิดโอกาสให้สินค้าและวัตถุดิบคุณภาพจากไทยเข้าสู่ตลาดยุโรปได้มากขึ้น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังให้ความมั่นใจถึงการปรับการทำงาน ที่ให้ทุกหน่วยบูรณาการ เป็นการทำงานในรูปแบบ “คลัสเตอร์” เพื่อผลักดันการเดินหน้าปิดการเจรจา FTA โอกาสนี้ เอกอัครราชทูตหลายประเทศได้สะท้อนว่า ไทยกลับมาเป็นที่สนใจ เรียกว่า “อยู่ในเรดาร์ของนานาชาติ” เพราะไทยไม่ใช่เพียงประเทศผู้ผลิตสินค้า แต่เป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับห่วงโซ่อุปทานโลก (Supply Chain) ขณะเดียวกัน ก็ให้ข้อมูลด้วยว่า ประเทศที่ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีไปก่อนหน้านี้ ต่างมียอดการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปมากขึ้นอย่างมาก
2. การทูตเชิงรุกที่ครอบคลุมความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำแนวทางการทูต 2.0 หรือ การทูตที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นการทูตเชิงรุกที่รักษาสมดุลท่ามกลางความขัดแย้งของโลก โดยให้ความสำคัญกับ 4 เสาสำคัญ คือ การทูตเพื่อความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และมนุษยธรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ให้ดำเนินการทูตที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ประชาชนจับต้องได้
โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กล่าวว่า วันนี้ ไทยพร้อมต้อนรับการค้า การลงทุน รัฐบาลพัฒนา ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน โดยทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เพี่อจัดหลักสูตรการศึกษา สร้างทักษะกำลังคน รวมทั้ง การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดรองรับอุตสาหกรรมในอนาคต
3. การยกระดับมาตรฐานสู่ OECD รัฐบาลกำลังเร่งยกระดับกฎหมายและมาตรฐานของประเทศให้สอดคล้องกับ OECD เพื่อสนับสนุนการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการเร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี
4. การชูจุดแข็งไทยด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานแห่งอนาคตนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้นำในกลุ่มอาเซียน พบว่าทุกประเทศต่างปักหมุดให้ "ความมั่นคงทางอาหาร" เป็นวาระแห่งภูมิภาค ซึ่งประเด็นนี้ประเทศไทยมีศักยภาพสูง
5. การเป็นเจ้าภาพงานสำคัญระดับโลกของไทย นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในช่วงต่อจากนี้ ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมและเวทีระดับโลกหลายรายการ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยอยู่ใน “สปอตไลท์โลก” มากขึ้น ได้แก่ 1. งาน Gastech 2026 นิทรรศการด้านพลังงานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช่วงเดือนกันยายน 2. การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank–IMF Annual Meetings 2026) ช่วงเดือนตุลาคม และ 3. งานประชุมสุดยอดสุขภาพโลก (Global Wellness Summit) ในเดือนพฤศจิกายน จึงขอให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ช่วยประชาสัมพันธ์และต่อยอดโอกาสดังกล่าว เพื่อสร้างภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น และดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย

ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีย้ำว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ของภูมิภาค ด้วยจุดแข็งด้านเสถียรภาพทางการเมือง โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน และภาคเอกชนที่เข้มแข็ง เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน BOI และสถานเอกอัครราชทูตไทยในยุโรป ทำงานในรูปแบบ “ทีมไทยแลนด์” ความคล่องตัวในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศ และผลักดันประเทศไทยสู่แถวหน้าของเวทีโลกต้องสำเร็จอย่างแน่นอน
พาณิชย์เร่งเดินหน้าFTA ไทย-สหภาพยุโรป

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน และมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เข้าร่วม ณ สโมสร Le Cercle de L’Union Interalliée กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ใช้โอกาสนี้ ขอให้เอกอัครราชทูต กงสุลใหญ่ และทีมไทยแลนด์ ร่วมกันทำงาน ช่วยกันผลักดัน และสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ในทุกมิติ ทั้งการชี้แจงผลประโยชน์ ความร่วมมือการค้า การลงทุน การรับมือกับปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ที่จะเกิดขึ้นจากการทำ FTA เพื่อเร่งสรุปผลการเจรจาให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
นางศุภจี กล่าวว่า ในบริบทโลกปัจจุบัน ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ส่งผลโดยตรงต่อการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานโลก ต้องสร้างสมดุลทางการค้า ภายใต้แนวทางที่ไทยเป็นมิตรกับทุกฝ่ายและดำเนินความร่วมมือบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ซึ่ง EU ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาด การลงทุน และลดการพึ่งพาตลาดเดิมของไทย
ทั้งนี้ ในปัจจุบันไทยกำลังอยู่ระหว่างการเจรจา FTA กับ EU โดยจะมีการเจรจารอบที่ 9 ในเดือน มิ.ย.2569 ที่บรัสเซลล์ เบลเยี่ยม ซึ่งไทยได้ตั้งเป้าเจรจาให้จบโดยเร็ว เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในการส่งออกสินค้าไปยังยุโรป ไม่เช่นนั้น ไทยจะเสียเปรียบคู่แข่ง อาทิ เวียดนามและสิงคโปร์ ที่มี FTA กับ EU แล้ว
ปัจจุบัน การเจรจา FTA ไทย-EU มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถสรุปผลได้แล้ว 11 ข้อบท จากทั้งหมด 24 ข้อบท และยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องหารือเพิ่มเติมจึงมีการจัดการประเด็นต่าง ๆ เป็น clusters อาทิ กฎระเบียบและมาตรฐานสินค้า สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สินค้าอุตสาหกรรม พลังงาน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และการค้าดิจิทัล เพื่อให้เห็นบริบทความเชื่อมโยงในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ซึ่งต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างหลายหน่วยงานอย่างใกล้ชิด พร้อมขอให้ทีมไทยแลนด์ช่วยสื่อสารจุดแข็งของไทยและสร้างความเชื่อมั่นถึงความตั้งใจจริงของไทยในการผลักดัน FTA ไทย-EU ให้สำเร็จ
ขณะเดียวกัน ได้ขอความร่วมมือจากคณะทูตในการชี้แจงผู้ประกอบการในยุโรปว่าไทยพร้อมเป็นฐานการลงทุน และเป็นแหล่งนำเข้าให้กับ EU หลังจากที่ EU ต้องกระจายแหล่งนำเข้าเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าเดิม โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปมูลค่าสูง และสินค้าเกษตรแปรรูป โดยกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการของทั้งสองฝ่ายให้ได้เจอกันและทำธุรกิจร่วมกันต่อไป
นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพเป็นหุ้นส่วนสำคัญของยุโรปในด้านความมั่นคงอาหาร (Food Security) สุขภาพ (Health) และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศ โดยไทยกำลังเร่งปรับโครงสร้างด้านพลังงานและการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมทั้งมีความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้งในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย เป็น Heart of Asia ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์มีแผนที่จะจัดกิจกรรมในการผลักดันการส่งออกสินค้า และภาคบริการไทยสู่ตลาดยุโรปอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละปีมีโครงการและกิจกรรมกว่า 100 ครั้ง ก็ขอให้ทีมไทยแลนด์ช่วยสนับสนุนการทำงานต่อไป โดยงานล่าสุด ที่ได้ทำร่วมกัน คือ การประชาสัมพันธ์นิทรรศการประวัติศาสตร์ “ราชพัสตราสู่สากล” เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมผ้าไทยและงานศิลปหัตถกรรม จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13 พ.ค.-1 พ.ย.2569 ที่พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs (MAD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส
สำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการไทยเจาะตลาดยุโรป กระทรวงพาณิชย์มีแผนดำเนินการตั้งแต่การเพิ่มพูนความรู้ และทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ช่วยพัฒนามาตรฐานสินค้า พาไปเจรจาจับคู่ธุรกิจ การส่งเสริมการค้าออนไลน์ การสร้างแบรนด์ และการ sourcing สินค้าทุนและเทคโนโลยีที่จำเป็น ตลอดจนการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
นางศุภจี กล่าวว่า ไทยต้องการดึงดูดการลงทุนที่ช่วยสร้างงาน สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ และถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยเฉพาะในภาคเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมมูลค่าสูง สุขภาพ ดิจิทัล และเศรษฐกิจสีเขียว พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจยุโรปเข้ามาลงทุน ผลิต และใช้ไทยเป็นฐานเชื่อมโยงตลาดโลก รวมทั้งร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มของภาคเกษตรไทย ซึ่งแผนงานเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์จะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องขอความร่วมมือจากทีมไทยแลนด์ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยในเวทีโลก
