BUSINESS
3สมาคมรง.น้ำตาลฯชง5ข้อเสนอก.อุตฯ อัดมาตรการลดหลากวิกฤต-ช่วยชาวไร่อ้อย
กรุงเทพฯ 25 พฤษภาคม 2569 – 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย หรือ TSMC ชู 5 ข้อเสนอ เร่งด่วนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยทั่วประเทศ หลังยังคงต้องเผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรมในหลายประเด็น โดยข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย การสนับสนุนแหล่งเงินทุน และลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย การสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรและรถตัดอ้อย การส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าชีวมวล ตลอดจนการผลักดันการใช้เอทานอลและน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 จากกากอ้อย และใบอ้อย และการช่วยขยายตลาดส่งออก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน และยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย
ดร.สมชาย หาญหิรัญ ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า หลังจากติดตามสถานการณ์เกษตรกรชาวไร่อ้อยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ พบว่าเกษตรกรหลายรายกำลังเผชิญปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ภาวะฝนแล้งจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนลดลง รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจจากสถานการณ์ไม่สงบในตะวันออกกลางที่ยังคงส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ปุ๋ยเคมี และสารป้องกันศัตรูพืชปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากผลกระทบที่เกิดขึ้นนี้ สมาคมโรงงานน้ำตาลทรายจึงได้จัดทำข้อเสนอเร่งด่วนต่อ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในการช่วยเหลือเกษตรกรที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ

โดยข้อเสนอที่สมาคมฯ นำเสนอต่อภาครัฐ แบ่งออกเป็น 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.สนับสนุนแหล่งเงินทุน และลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย ผ่านแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยและภาคอุตสาหกรรม โดยในส่วนของเกษตรกร เสนอให้มีการสนับสนุนเงินกู้สำหรับนำไปใช้พัฒนาแหล่งน้ำในไร่ ทั้งการขุดบ่อกักเก็บน้ำ การพัฒนาระบบให้น้ำเสริม และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เพาะปลูกอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยรักษาปริมาณผลผลิตอ้อยท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ภาครัฐ ช่วยประสานงานการจัดหาปุ๋ยเคมีและสารบำรุงพืชในราคาที่เหมาะสมเพื่อลดภาระต้นทุนด้านปัจจัยการผลิต หลังจากในช่วงที่ผ่านมา ราคาปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตามต้นทุน พลังงานและค่าขนส่งในตลาดโลก
2. สนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตรและรถตัดอ้อย ด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบัน การเงินพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ เพื่อให้โรงงานน้ำตาลสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับลงทุนจัดซื้อ รถตัดอ้อยและเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่ ก่อนนำมาให้บริการตัดอ้อยสดแก่เกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ลดการเผาอ้อย และสนับสนุนนโยบายลดฝุ่น PM 2.5 ของภาครัฐได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบันรถตัดอ้อยมีราคาสูงถึงคันละประมาณ 13–15 ล้านบาท ซึ่งเกินกำลังของเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่ที่จะลงทุนได้ด้วยตนเอง ดังนั้น การดึงโรงงานน้ำตาลเข้ามา เป็นผู้ลงทุนและบริหารจัดการเครื่องจักร จึงเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้เทคโนโลยี การตัดอ้อยสมัยใหม่ได้ในต้นทุนที่เหมาะสม ขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บเกี่ยว ลดต้นทุนแรงงาน และยกระดับการบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยของไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว

3. เสนอให้ภาครัฐเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าชีวมวลจากใบอ้อยและกากอ้อย โดยขอให้มีการรับซื้อไฟฟ้าและจัดสรรโควต้าการขายไฟฟ้าชีวมวลในราคาที่เหมาะสมและคุ้มทุน เพื่อเปิดโอกาสให้โรงงานน้ำตาลสามารถรับซื้อใบอ้อยจากเกษตรกรได้ในราคาที่จูงใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยต่อยอดวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่เดิมถูกเผาทิ้ง ให้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตพลังงานที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและรายได้แก่เกษตรกร อีกทั้งยังช่วยในการลดการเผาอ้อยก่อนการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในหลายพื้นที่ 4.ช่วยยกระดับและขยายตลาดส่งออก ผ่านการเร่งประสานความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อเจรจากับสหรัฐอเมริกาในการพิจารณาจัดสรรโควตานำเข้าน้ำตาลทรายจากประเทศไทยให้เพิ่มสูงขึ้นในระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศฟิลิปปินส์ซึ่งได้รับสิทธิ์ประมาณ 150,000 ตันต่อปี หรือการขอรับการจัดสรรโควตา ในกรณีพิเศษภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคีระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังรวมถึงการเดินหน้าเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) เพื่อผลักดันให้มีการเปิดโควตานำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มเติม สร้างโอกาสทางการค้า และเพิ่มมูลค่าการส่งออกน้ำตาลทรายของประเทศ พร้อมด้วยการแก้ไขอุปสรรคและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ผ่านการบูรณาการงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเร่งคลี่คลายปัญหาในกรณีที่รัฐบาลจีนประกาศระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์น้ำเชื่อมและกลุ่มน้ำตาลผสมล่วงหน้าจากประเทศไทย พร้อมทั้งยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลญี่ปุ่นในการขอปรับลดพิกัดอัตราภาษีนำเข้าน้ำตาลทรายภายใต้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ให้ลดลงมาอยู่ในระดับที่เท่าเทียมกับประเทศคู่แข่งอย่างออสเตรเลีย
ประเด็นสุดท้ายที่สมาคมฯ ให้ความสำคัญ คือ การผลักดันการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ให้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงมาตรฐานของประเทศ เพื่อเพิ่มการใช้เอทานอลภายในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลทรายในระยะยาว พร้อมเสนอให้มีการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเอทานอลสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้แก่ภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้มากขึ้น โดยไม่จำกัดเฉพาะภาคเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และเคมีชีวภาพ ซึ่งจะช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยไปสู่อุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูงในอนาคตได้
“ข้อเสนอทั้ง 5 ด้านที่สมาคมฯ ได้นำเสนอต่อภาครัฐในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งช่วยเหลือเฉพาะภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เป็นแนวทางในการรักษาเสถียรภาพของทั้งระบบอ้อยและน้ำตาลทราย ซึ่งเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานราก ภาคพลังงาน และสิ่งแวดล้อม หากได้รับการสนับสนุนอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เกษตรกรสามารถรับมือกับต้นทุนที่ผันผวน มีรายได้ที่มั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานชีวภาพ ช่วยลด PM 2.5 และยังเป็นไปตาม BCG Model ซึ่งวาระระดับชาติที่ภาครัฐต้องการผลักดันอีกด้วย ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับข้อเสนอของฝ่าย 3 สมาคมโรงงานน้ำตาล เพื่อร่วมกับพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อย และน้ำตาลของประเทศ พร้อมรับประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุข้อเสนอที่ทาง 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลได้ยื่นเสนอ” ดร.สมชาย กล่าวทิ้งท้าย
