IN NEWS

นายกฯถกปธน.ฝรั่งเศสถก4ประเด็นสำคัญ ชม170ปีไทย-ฝรั่งเศส/ถกบริษัทชั้นนำ



กรุงเทพฯ-นายกฯ หารือ ปธน. ฝรั่งเศส เดินหน้ายกระดับความสัมพันธ์ไทย–ฝรั่งเศสสู่หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ–ความมั่นคง พร้อมผลักดัน FTA ไทย–สหภาพยุโรป ช่วงเย็น นายกรัฐมนตรีร่วมชมนิทรรศการแห่งประวัติศาสตร์ ฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity”ถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทยผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกาย และงานหัตถศิลป์ชั้นสูง ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 1 พฤศจิกายนนี้ ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส และช่วงเช้าวันเดียวกันนายกฯ ชวนภาคเอกชนชั้นนำฝรั่งเศสลงทุนเพิ่ม ดัน AI–EV–การบิน–Cybersecurity หนุนไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาค

วันนี้ (จันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569) เวลา 20.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l’Elysée) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายเอมานูว์แอล มาครง (H.E. Mr. Emmanuel Macron) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่น

ภายหลังเสร็จสิ้น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุป ประเด็นสำคัญของการหารือร่วมกัน ได้แก่

1. การส่งเสริมการค้าและการลงทุน ทั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรีเห็นพ้องร่วมกันผลักดันมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เติบโตยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง อาทิ  พลังงานทางเลือก อวกาศและการบิน  สายส่งไฟฟ้าอัฉริยะ รวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI  DATA Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ภาคเอกชนฝรั่งเศสมีความเชี่ยวชาญและศักยภาพสูง  
ซึ่งภายหลังการหารือกับ MEDEF International และภาคเอกชนชั้นนำของฝรั่งเศส หลายบริษัทแสดงความสนใจลงทุนหรือขยายการลงทุนในไทยเพิ่มเติม ขณะเดียวกันฝรั่งเศสชื่นชมการลงทุนจากภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศส และอยากเห็นการลงทุนของภาคเอกชนไทยในฝรั่งเศสเพิ่มมากขึ้น

2. การเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป (Thailand-EU FTA) เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย และมุ่งมั่นจะสรุปการเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยนายกรัฐมนตรีขอบคุณฝรั่งเศสที่สนับสนุนกระบวนการเจรจามาอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าความตกลงฉบับนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับทั้งสองประเทศ

3. ยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง สู่ความปลอดภัยทางไซเบอร์ จากการที่ทั้งสองฝายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึก คอบร้าโกลด์ (Cobra Gold)  จะมีการขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงและความปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาลที่แสวงหาความร่วมมือทั่วโลกในการปราบปรามแสกรมเมอร์และภัยออนไลน์  ประสบผลสามารถดำเนินคดีส่งกลับผู้ตัวผู้ต้องหา รวมทั้งจับยึดทรัพย์สินผิดกฏหมายได้เป็นจำนวนมาก

4. สถานการณ์ไทย-กัมพูชา และเมียนมา นายกรัฐมนตรียืนยันไทยยึดมั่นเคารพในหลักอธิปไตยสันติภาพ และกฏหมายสากล การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบ 25 ปี ไม่มีความคืบหน้า ไทยจึงเลือกที่จะใช้กฏหมายสากล คือ UNCLOS  ภายใต้การพูดคุยของสองประเทศ สำหรับปัญหาชายแดนทางบก ก็จะยึดการดำเนินการตาม joint statement ที่ได้มีการลงนามปลายปีที่ผ่านมา และต้องพิสูจน์ความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาด้วย  

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนไทย-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 2026-2028 (Joint Action Plan to strengthen the Thai-French Partnership 2026-2028) ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่การยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ฝรั่งเศส สู่ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์

อนึ่ง ผู้เข้าร่วมฝ่ายฝรั่งเศส ได้แก่ Jean-Noël Barrot รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุโรปและการต่างประเทศ, Éléonore Caroit รัฐมนตรีช่วยว่าการด้านประชาคมภาษาฝรั่งเศสและความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศ, Benoît Guidée อธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย, Jean-Claude Poimboeuf เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย, Emmanuel Bonne ที่ปรึกษาด้านการทูตประจำประธานาธิบดีฝรั่งเศส, Julie Le Saos ที่ปรึกษาด้านกิจการเอเชีย, Jean-Noël Ladois ที่ปรึกษาด้านการสื่อสารระหว่างประเทศ, Victoire Vandeville ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และ General Vincent Giraud ที่ปรึกษาด้านการทหารประจำประธานาธิบดีฝรั่งเศส

ชมนิทรรศการแห่งประวัติศาสตร์ฉลอง170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส 

ช่วงเย็นเวลา 18.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs (MAD) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและภริยา   พร้อมด้วยนายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  นางศุภจี สุธรรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  ร่วมชม นิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” จัดขึ้นภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส

 โดยนิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดจากความร่วมมือของพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์  สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT), พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อถ่ายทอดคุณค่าแห่งมรดกภูมิปัญญาไทยผ่านงานออกแบบเครื่องแต่งกาย ผ้ายกโบราณ งานหัตถศิลป์ชั้นสูง ตลอดจนผลงานร่วมสมัยของนักออกแบบไทย รวมกว่า 200 รายการ โดยได้รับการดูแลจาก Béatrice Quette ภัณฑารักษ์ประจำคอลเลคชั่นศิลปะเอเชียและอิสลามของ Musée des Arts Décoratifs

นิทรรศการแบ่งออกเป็น 7 ห้องจัดแสดง เริ่มต้นด้วยห้อง “ปฐมบทแห่ง 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส” เล่าเรื่องราวความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ ผ่านบทบาทของเครื่องแต่งกายในฐานะสื่อกลางทางวัฒนธรรมและการทูต ต่อด้วยห้อง “ชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ” ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นชุดประจำชาติ ภายในจัดแสดงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สะท้อนการสืบสานและต่อยอดความงดงามของเครื่องแต่งกายไทยในแต่ละยุคสมัย

อีกหนึ่งห้องจัดแสดงสำคัญ คือ ห้อง “ราชพัสตรา คุณค่าแห่งงานหัตถศิลป์” ที่นำเสนอความประณีตของงานหัตถศิลป์ไทย ผ่านเครื่องใช้และของประดับตกแต่ง อาทิ กระเป๋า พัดเขียนลาย และเครื่องเบญจรงค์ ขณะที่อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ ห้อง “ฉลองพระองค์ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยห้องเสื้อบัลแมงและสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ” นับเป็นครั้งแรกที่ได้จัดแสดงกระบวนการทรงงานและการทรงค้นคว้าร่วมกับห้องเสื้อฝรั่งเศสและมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ผ่านภาพร่าง ตัวอย่างผืนผ้า และงานปักประดับอันวิจิตร

นิทรรศการยังนำเสนอความงดงามของห้อง “ผ้ายกและผ้าทอพื้นถิ่น” ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาการทอผ้าจากภูมิภาคต่าง ๆ ของไทย รวมถึงห้อง “ผ้าไหมมัดหมี่ในงานแฟชั่นชั้นสูง” ที่เผยให้เห็นการนำผ้าไทยไปสู่โลกแฟชั่นชั้นสูงของฝรั่งเศส ผ่านงานออกแบบร่วมกับสถาบันงานปักชั้นสูงเลอซาจ

นอกจากนี้ ผู้เข้าชมยังจะได้ชื่นชมผลงานของนักออกแบบไทยร่วมสมัยในบทบาทของผู้สืบทอดและตีความศิลปวัฒนธรรมไทยในมิติใหม่ ผ่านห้อง “ศิลปะการปักจากแบรนด์ SIRIVANNAVARI” ซึ่งทรงก่อตั้งโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา พร้อมด้วยผลงานจากดีไซเนอร์ไทยร่วมสมัย ได้แก่ TIRAPAN, ASAVA, VATIT ITTHI, WISHARAWISH และ MESHMUSEUM ที่ร่วมถ่ายทอดอัตลักษณ์ไทยผ่านมุมมองแฟชั่นร่วมสมัยอย่างสร้างสรรค์

ร่วมสัมผัสความงดงามและความประณีตแห่งมรดกทางวัฒนธรรมไทยผ่านนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันนี้ จนถึง 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

นายกฯ ชวนภาคเอกชนชั้นนำฝรั่งเศสลงทุนเพิ่มดัน AI–EV–การบิน–Cybersecurity 

ก่อนหน้านี้ช่วงเวลา 10.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5 ชั่วโมง) ณ ห้อง Salon Foch ชั้น 1 Le Cercle de l’Union interalliée กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทชั้นนำของฝรั่งเศส 5 ราย ได้แก่ 1. นาย Frank Wittchen รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไป บริษัท Imerys S.A.  2. นาย Philippe Pezet รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายการระหว่างประเทศ บริษัท Airbus Group SE 3. นาย Eric Javellaud รองประธานอาวุโส บริษัท EssilorLuxottica 4. นางสาว Ms. Agnès Diallo ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท IN Groupe และ 5. นาย Philippe Vallée รองประธานบริหารและสมาชิกคณะกรรมการบริหาร บริษัท Thales Group เพื่อเชิญชวนลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย

ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีย้ำศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และนวัตกรรมของภูมิภาค พร้อมขอบคุณภาคเอกชนฝรั่งเศสที่เชื่อมั่นและลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ด้านภาคเอกชนฝรั่งเศสต่างชื่นชมในศักยภาพและความพร้อมของไทย รวมถึงการที่ไทยมีมาตรการสนับสนุนการลงทุน

สำหรับการหารือกับบริษัท Imerys S.A. ผู้นำระดับโลกด้านวัสดุขั้นสูง เป็นผู้ผลิตกราไฟต์และ Conductive Carbon Black ซึ่งเป็นวัสดุขั้นสูงที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลิตขั้วไฟฟ้าในแบตเตอรี่ลิเทียมสำหรับรถยนต์ EV และระบบกักเก็บพลังงานที่ต้องการประสิทธิภาพสูง และรองรับการชาร์จความเร็วสูง นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนบริษัท Imerys S.A. พิจารณาการลงทุนในไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน EV โดยย้ำว่าไทยเป็นฐานการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค พร้อมรองรับผู้ผลิตวัสดุขั้นสูง

ด้านบริษัท Airbus Group SE ผู้ผลิตอากาศยานและระบบป้องกันประเทศที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป กล่าวเชื่อมั่นใจศักยภาพของไทย โดยล่าสุดบริษัทได้ขยายกิจการในไทย เพื่อใช้เป็นฐานสนับสนุนการพัฒนาระบบการบินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีการบินสมัยใหม่ รวมถึงการสนับสนุนด้านเทคนิค วิศวกรรม และการพัฒนาบุคลากร ทั้งนี้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์ปฏิบัติการสำคัญของบริษัทที่ตั้งอยู่นอกประเทศฝรั่งเศส มีวิศวกรเฉพาะทางกว่า 160 คน และมีแผนเพิ่มเป็นกว่า 200 คน

เช่นเดียวกับบริษัท EssilorLuxottica กลุ่มบริษัทด้านเลนส์สายตาและแว่นตาอันดับหนึ่งของโลก บริษัทตัดสินใจขยายการลงทุนการผลิตแว่นตาอัจฉริยะหรือ AI Glasses ในไทย ซึ่งจะเป็นการนำเทคโนโลยี AI และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะผสานเข้ากับแว่นตาระดับไฮเอนด์ เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถบันทึกภาพ เสียง ฟังดนตรี หรือเชื่อมต่อกับผู้ช่วย AI เพื่อแปลภาษา หรือตรวจสอบสถานที่และสิ่งที่เห็นได้ผ่านการสั่งงานด้วยเสียงผ่านแว่นตา

ขณะที่ บริษัท IN Groupe ผู้นำด้านระบบยืนยันตัวตนดิจิทัลของฝรั่งเศส มีความเชี่ยวชาญด้านหนังสือเดินทาง บัตรประชาชนดิจิทัล ใบอนุญาตขับขี่ และระบบ Digital ID สำหรับภาครัฐ โดยบริษัทได้เสนอแนวทางร่วมมือกับไทยในการพัฒนาระบบ Digital ID รุ่นใหม่สำหรับภาครัฐ รวมถึงเทคโนโลยี Biometrics และระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์ทดสอบระบบ Secure ID สำหรับกลุ่มประเทศ CLMV และอาเซียน

นอกจากนี้ บริษัท Thales Group ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีกลาโหม อวกาศ ความมั่นคงดิจิทัล และความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ซึ่งมีการให้บริการครอบคลุมระบบความมั่นคงไซเบอร์ ระบบป้องกันประเทศ รวมถึงการพัฒนาหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยบริษัทได้เสนอแนวทางความร่วมมือในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงไซเบอร์ระหว่างบริษัทกับรัฐบาลไทย

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลสนับสนุนภาคเอกชนฝรั่งเศสให้ขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงของไทย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย รวมถึง BOI พร้อมอำนวยความสะดวก และมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาคต่อไป