OPINION
สะพานข้ามโลก: ไทยกับบทบาทยุทธศาสตร์ในระเบียบการเงินใหม่ผ่านโครงการ mBridge
บทนำ : รุ่งอรุณแห่งระเบียบการเงินโลกยุคใหม่
ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเคลื่อนผ่านความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ระบบการเงินระหว่างประเทศซึ่งเคยถูกมองว่าเป็น “เสาหลักที่มั่นคง” ของระเบียบโลก กลับเริ่มปรากฏรอยปริแยกอันละเอียดอ่อนแต่ลึกซึ้ง รอยปริแยกนั้นมิได้เกิดขึ้นเพียงจากวิกฤตเศรษฐกิจหรือความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ หากยังเกิดจากความตระหนักร่วมกันของหลายประเทศว่า การพึ่งพาระบบการเงินที่รวมศูนย์อยู่กับโครงสร้างอำนาจเดิม อาจทำให้รัฐชาติทั้งหลายตกอยู่ในภาวะเปราะบางต่อแรงกดดันที่ตนมิได้ควบคุม
ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว “mBridge” หรือ Multiple Central Bank Digital Currency Bridge จึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะหนึ่งในโครงการนวัตกรรมทางการเงินที่ทะเยอทะยานที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 โครงการนี้มิใช่เพียงการทดลองด้านเทคโนโลยีการเงิน หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของความพยายามในการออกแบบ “ระเบียบการชำระเงินโลกแบบใหม่” ที่ลดการพึ่งพาระบบตัวกลางดั้งเดิม และเปิดทางให้ประเทศต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงกันโดยตรงผ่านสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง หรือ CBDC
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ประเทศไทยมิได้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ในกระแสการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หากแต่เป็นหนึ่งใน “ผู้บุกเบิก” ที่มีบทบาทตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโครงการ ตั้งแต่การทดลอง Inthanon-LionRock ระหว่างธนาคารแห่งประเทศไทยกับ Hong Kong Monetary Authority (HKMA) จนถึงการพัฒนา mBridge ร่วมกับธนาคารกลางจีน ธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และศูนย์นวัตกรรมของธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ หรือ BIS Innovation Hub
บทความนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของประเทศไทยในโครงการ mBridge อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติเทคโนโลยี เศรษฐกิจ การเมืองระหว่างประเทศ และยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้าง เพื่อสำรวจว่า เหตุใดประเทศไทยจึงมีความสำคัญต่อระเบียบการเงินโลกยุคใหม่ และเหตุใด “สะพานดิจิทัล” แห่งนี้ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่กำหนดอนาคตของไทยในเวทีโลก
1. ต้นกำเนิดของ mBridge : จากความร่วมมือทวิภาคีสู่เวทีพหุภาคี
จุดเริ่มต้นของ mBridge ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 2019 เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมมือกับ Hong Kong Monetary Authority เปิดตัวโครงการ “Inthanon-LionRock” เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของการใช้สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางในการทำธุรกรรมข้ามพรมแดน
ในระยะแรก โครงการดังกล่าวมีลักษณะเป็นการทดลองเชิงเทคนิค โดยมุ่งลดข้อจำกัดของระบบโอนเงินระหว่างประเทศแบบเดิม ซึ่งต้องพึ่งพาธนาคารตัวแทนหลายทอด ทำให้ต้นทุนสูง ใช้เวลานาน และมีความซับซ้อนด้านกฎระเบียบ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับมีนัยสำคัญเกินกว่าการทดลองทั่วไป เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางสามารถทำธุรกรรมระหว่างกันได้โดยตรงผ่านเทคโนโลยี Distributed Ledger Technology (DLT)
ต่อมาในปี ค.ศ. 2021 โครงการได้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด เมื่อธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China) และธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วม พร้อมการสนับสนุนจาก BIS Innovation Hub Hong Kong Centre โครงการจึงได้รับการยกระดับและเปลี่ยนชื่อเป็น “mBridge”
หัวใจสำคัญของระบบนี้คือ “mBridge Ledger” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม DLT ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับธนาคารกลาง โดยเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกสามารถทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer ระหว่างกันได้โดยตรง ลดการพึ่งพาเครือข่าย SWIFT และระบบธนาคารตัวแทนแบบดั้งเดิม
ความแตกต่างเชิงโครงสร้างของ mBridge จึงอยู่ที่การเปลี่ยน “ระบบรวมศูนย์” ไปสู่ “ระบบเครือข่ายหลายศูนย์” ซึ่งแต่ละธนาคารกลางสามารถเชื่อมต่อกันได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านตัวกลางหลายชั้น
ผลการทดลองนำร่องในปี ค.ศ. 2022 ซึ่งมีธนาคารพาณิชย์กว่า 20 แห่งจาก 4 เขตอำนาจศาลเข้าร่วม แสดงให้เห็นว่า ระบบสามารถดำเนินธุรกรรมมูลค่ากว่า 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จ พร้อมลดต้นทุนการทำธุรกรรมลงได้เกือบ 50% เมื่อเทียบกับระบบเดิม
กระทั่งในปี ค.ศ. 2024 โครงการได้เข้าสู่ระยะ Minimum Viable Product (MVP) อย่างเป็นทางการ พร้อมการเข้าร่วมของซาอุดีอาระเบีย และการจับตาจากองค์กรการเงินระดับโลก เช่น IMF และ World Bank ซึ่งสะท้อนว่า mBridge มิใช่เพียง “การทดลอง” อีกต่อไป แต่กำลังก้าวสู่สถานะของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแห่งอนาคต

2. ไทยในฐานะผู้บุกเบิก : มากกว่าเรื่องเทคโนโลยี
การที่ประเทศไทยเข้าร่วม mBridge ตั้งแต่ระยะแรก มิได้เป็นเพียงความสนใจด้านนวัตกรรม แต่สะท้อนถึงความจำเป็นเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยเอง
ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศในระดับสูง ทั้งการส่งออกสินค้า การนำเข้าวัตถุดิบ และการรับเงินโอนจากแรงงานไทยในต่างแดน ต้นทุนของระบบการชำระเงินระหว่างประเทศจึงส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งมีอัตรากำไรค่อนข้างจำกัด
ในระบบเดิม การโอนเงินข้ามประเทศต้องผ่านธนาคารตัวแทนหลายทอด ทำให้เกิดค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน ความล่าช้า และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนเหล่านี้อาจดูเล็กน้อยในระดับมหภาค แต่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย มันคือภาระที่สะสมอย่างต่อเนื่อง
โครงการ Inthanon-LionRock และต่อมา mBridge จึงเป็นเสมือน “ห้องทดลองแห่งอนาคต” ที่ไทยใช้สำรวจว่าระบบการเงินรูปแบบใหม่สามารถลดข้อจำกัดเหล่านี้ได้หรือไม่
สิ่งสำคัญคือ ไทยมิได้เป็นเพียงผู้เข้าร่วมทดลอง แต่มีส่วนร่วมในการออกแบบกรอบแนวคิดและโครงสร้างการทำงานของระบบ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีบทบาทมากกว่าผู้ตามเทคโนโลยี
ในอีกด้านหนึ่ง ความร่วมมือด้าน Local Currency Settlement ระหว่างไทยกับจีน ยังสะท้อนแนวโน้มที่ไทยกำลังผลักดันการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องโดยตรงกับวิสัยทัศน์ของ mBridge ที่ต้องการลดการพึ่งพาสกุลเงินกลางเพียงสกุลเดียว
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไทยกำลังพยายามสร้าง “อธิปไตยทางการเงิน” ในระดับที่ลึกกว่าเพียงการถือครองทุนสำรอง เพราะมันเกี่ยวข้องกับความสามารถในการกำหนดเส้นทางการชำระเงินของตนเอง
3. เมื่อระบบการเงินกลายเป็นภูมิรัฐศาสตร์
เพื่อเข้าใจความสำคัญของ mBridge อย่างแท้จริง จำเป็นต้องมองผ่านเลนส์ของภูมิรัฐศาสตร์ร่วมสมัย
สงครามรัสเซีย–ยูเครนในปี ค.ศ. 2022 ได้แสดงให้โลกเห็นว่า ระบบการเงินมิใช่เพียงเครื่องมือทางเศรษฐกิจ แต่สามารถถูกใช้เป็น “อาวุธทางยุทธศาสตร์” ได้อย่างทรงพลัง การตัดรัสเซียออกจากระบบ SWIFT ทำให้หลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม Global South เริ่มตั้งคำถามต่อความปลอดภัยของการพึ่งพาระบบการเงินที่ถูกควบคุมโดยอำนาจเพียงบางส่วนของโลก
ในบริบทนี้ mBridge จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในความพยายามสร้าง “ทางเลือก” ต่อระบบเดิม
แม้ผู้สนับสนุนโครงการจะยืนยันว่า mBridge มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับการเข้าถึงบริการทางการเงิน แต่ในมิติทางยุทธศาสตร์ หลายฝ่ายมองว่าโครงการนี้สอดคล้องกับกระแส “de-dollarization” หรือการลดบทบาทของดอลลาร์สหรัฐในระบบการเงินโลก
โดยเฉพาะเมื่อจีน ซึ่งเป็นผู้เล่นสำคัญใน mBridge กำลังผลักดันการใช้เงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
ข้อมูลในช่วงปี ค.ศ. 2024 แสดงให้เห็นว่าปริมาณการใช้เงินหยวนในการค้าระหว่างประเทศในเอเชียเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กลุ่ม BRICS เองก็เริ่มหารือถึงระบบชำระเงินทางเลือกที่ไม่พึ่งพาโครงสร้างการเงินตะวันตก
ประเทศไทยจึงอยู่ในจุดตัดทางยุทธศาสตร์ที่ละเอียดอ่อน เพราะไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจลึกซึ้งกับจีน ขณะเดียวกันก็ยังคงมีพันธะและความร่วมมือกับโลกตะวันตกมายาวนาน
บทบาทของไทยใน mBridge จึงมิใช่เพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่เกี่ยวพันกับ “สมดุลแห่งอำนาจ” ในระเบียบโลกยุคใหม่

4. โอกาสทองของไทย : ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้
แม้การอภิปรายเกี่ยวกับ mBridge จะเต็มไปด้วยมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในเชิงเศรษฐกิจ ระบบนี้สามารถสร้างผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อประเทศไทยอย่างมหาศาล
4.1 การลดต้นทุนของผู้ประกอบการ
ต้นทุนการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนเป็นภาระสำคัญของธุรกิจไทย โดยเฉพาะ SME หาก mBridge สามารถลดค่าธรรมเนียมลงได้จริงตามผลทดลองนำร่อง นั่นหมายถึงการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยโดยตรง
สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ทุก 1% ของต้นทุนที่ลดลง อาจหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น หรือราคาสินค้าที่แข่งขันได้มากขึ้นในตลาดโลก
4.2 ความรวดเร็วในการชำระเงิน
ในระบบเดิม การโอนเงินระหว่างประเทศอาจใช้เวลาหลายวัน แต่ mBridge สามารถทำธุรกรรมแบบ near real-time ได้ ความเร็วนี้มีผลอย่างยิ่งต่อธุรกิจที่ต้องบริหารสภาพคล่องอย่างต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมอาหาร เกษตร และอิเล็กทรอนิกส์
4.3 การยกระดับ Digital Baht
ประเทศไทยกำลังพัฒนาเงินบาทดิจิทัลในระดับ CBDC อยู่แล้ว การเข้าร่วม mBridge จึงช่วยให้ไทยสามารถเชื่อมระบบ Digital Baht เข้ากับโครงสร้างการชำระเงินระหว่างประเทศได้ตั้งแต่ต้น
เมื่อผสานกับระบบ PromptPay และการเชื่อมต่อกับ PayNow ของสิงคโปร์ QRIS ของอินโดนีเซีย และ VietQR ของเวียดนาม ไทยจึงมีศักยภาพในการเป็น “ศูนย์กลางการเงินดิจิทัล” ของภูมิภาค
4.4 การมีส่วนกำหนดมาตรฐานโลก
ประเทศที่เข้าร่วมตั้งแต่ระยะแรกย่อมมีสิทธิ์ในการร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และทิศทางของระบบใหม่ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง

5. ความท้าทาย : เส้นทางที่มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
แม้ mBridge จะเปิดโอกาสมหาศาล แต่เส้นทางของไทยก็เต็มไปด้วยความท้าทาย
5.1 แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์
การที่ mBridge ถูกมองว่าเชื่อมโยงกับกระแส de-dollarization อาจทำให้ประเทศที่เข้าร่วมต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจเดิม
ประเทศไทยจึงต้องรักษาสมดุลทางการทูตอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ถูกมองว่า “เลือกข้าง” ในการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ
5.2 ความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาล
ระบบดิจิทัลใหม่เปิดทั้งโอกาสและช่องว่างใหม่ หากขาดความโปร่งใส การจัดซื้อเทคโนโลยีและการกำหนดมาตรฐานอาจตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์
ดังนั้น ธรรมาภิบาลจึงมิใช่เพียงประเด็นทางจริยธรรม แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ
5.3 การพัฒนาทุนมนุษย์
ระบบการเงินดิจิทัลต้องการบุคลากรที่มีความรู้ด้าน blockchain, DLT, cybersecurity, fintech law และการกำกับดูแลดิจิทัล ไทยจึงจำเป็นต้องลงทุนอย่างจริงจังในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
6. ไทยในฐานะ “Strategic Connector”
ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมที่สุดของไทย อาจไม่ใช่การเลือกอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่คือการเป็น “Strategic Connector” หรือจุดเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างโลกการเงินเก่าและโลกการเงินใหม่
ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายด้าน ทั้งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย และระบบการชำระเงินดิจิทัลที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว
หากไทยสามารถรักษาความเป็นกลาง พร้อมผลักดันมาตรฐานความโปร่งใสและการกำกับดูแลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ประเทศไทยอาจกลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมระหว่างระบบ SWIFT กับโลกของ CBDC
และประเทศที่ควบคุม “จุดเชื่อม” ของเครือข่าย ย่อมมีอำนาจต่อรองสูงกว่าประเทศที่เป็นเพียงผู้ใช้งานระบบ
7. บทเรียนจากประวัติศาสตร์การเงินโลก
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า ทุกครั้งที่ระบบการเงินโลกเปลี่ยนแปลง ย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสมดุลอำนาจโลก
ระบบ Bretton Woods หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ได้สร้างยุคของดอลลาร์สหรัฐในฐานะศูนย์กลางการเงินโลก ขณะที่การสิ้นสุดการผูกดอลลาร์กับทองคำในปี ค.ศ. 1971 เปิดทางสู่ยุค petrodollar
mBridge อาจมิได้โค่นล้มระบบเดิมในทันที แต่กำลังสร้าง “ทางเลือกคู่ขนาน” ที่อาจเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา
ดุจเดียวกับเส้นทางรถไฟสายใหม่ที่มิได้ทำลายถนนเดิม แต่เมื่อมีประสิทธิภาพมากกว่า ผู้คนย่อมหันไปใช้เส้นทางใหม่โดยธรรมชาติ

8. เงื่อนไขแห่งความสำเร็จของไทย
หากประเทศไทยต้องการใช้ประโยชน์จาก mBridge อย่างแท้จริง จำเป็นต้องมีเงื่อนไขสำคัญหลายประการ
8.1 นโยบายที่ชัดเจนและเป็นกลาง
ไทยต้องสร้างกรอบการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับมาตรฐาน AML/CTF และสร้างความเชื่อมั่นว่า ไทยมิได้ใช้ระบบเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการระหว่างประเทศ
8.2 ความแข็งแกร่งของสถาบัน
ธนาคารแห่งประเทศไทย หน่วยงานกำกับดูแล และสถาบันทางการเงิน ต้องมีศักยภาพสูงพอในการรับมือกับระบบการเงินดิจิทัลยุคใหม่
8.3 การป้องกันการผูกขาดผลประโยชน์
ผลประโยชน์จาก mBridge ต้องไม่ตกอยู่กับกลุ่มทุนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ต้องกระจายสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง
8.4 การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์
ไทยต้องสื่อสารอย่างต่อเนื่องกับทั้งโลกตะวันตกและตะวันออก เพื่อสร้างความเข้าใจว่า จุดยืนของไทยคือ “ความร่วมมือ” มิใช่ “การเผชิญหน้า”
9. อนาคตของไทยในระเบียบการเงินใหม่
ในระยะยาว ประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวขึ้นเป็น Digital Financial Hub ของภูมิภาค หากสามารถเชื่อมระบบ Digital Baht เข้ากับเครือข่ายการชำระเงินระดับภูมิภาคและระดับโลกได้สำเร็จ
จุดแข็งของไทยมิใช่การแข่งกับศูนย์กลางการเงินแบบเดิมอย่างสิงคโปร์โดยตรง แต่คือการเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างหลายระบบ หลายภูมิภาค และหลายขั้วอำนาจ
ในโลกที่กำลังแตกออกเป็นหลายศูนย์กลาง ประเทศที่สามารถเชื่อมโยงทุกฝ่ายเข้าหากันได้ จะกลายเป็นประเทศที่มีคุณค่าทางยุทธศาสตร์สูงที่สุด
บทสรุป : สะพานที่อาจเปลี่ยนชะตาของประเทศ
mBridge มิใช่เพียงโครงการเทคโนโลยีการเงิน หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกจากยุคที่อำนาจรวมศูนย์ ไปสู่ยุคของเครือข่ายหลายขั้ว
ประเทศไทยอยู่ในจุดที่มีโอกาสพิเศษกว่าหลายประเทศ เพราะมิได้เริ่มต้นจากการเป็นผู้ตาม หากแต่เป็นหนึ่งในผู้ร่วมออกแบบระบบตั้งแต่แรกเริ่ม
อย่างไรก็ตาม โอกาสมิได้เท่ากับความสำเร็จ ความสำเร็จขึ้นอยู่กับว่าประเทศจะสามารถรักษาสมดุลทางยุทธศาสตร์ พัฒนาสถาบัน สร้างธรรมาภิบาล และลงทุนในทุนมนุษย์ได้มากเพียงใด
ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ประเทศที่จะได้เปรียบที่สุดอาจมิใช่ประเทศที่มีทรัพยากรมากที่สุด หากแต่คือประเทศที่มองเห็นอนาคตได้ชัดเจนที่สุด และกล้าปรับตัวก่อนผู้อื่น
หากประเทศไทยสามารถก้าวไปถึงจุดนั้นได้ mBridge จะมิใช่เพียงสะพานเชื่อมระบบการเงิน หากแต่อาจกลายเป็น “สะพานแห่งประวัติศาสตร์” ที่นำพาประเทศไทยเข้าสู่บทบาทใหม่ในเวทีโลก — บทบาทของผู้เชื่อมโยง ผู้กำหนดสมดุล และผู้มีส่วนร่วมในการออกแบบระเบียบการเงินแห่งศตวรรษใหม่
แหล่งอ้างอิง
- Bank for International Settlements (BIS): mBridge Project Overview
- Bank for International Settlements (BIS): Project mBridge Report 2022
- Ledger Insights: Cross-border CBDC and mBridge Analysis
- Geopolitical Monitor: Thailand and the Changing Geopolitics of Southeast Asia
- Taylor & Francis Online: Reconfiguring State, Finance and Technology through CBDCs – The Case of mBridge
