POLITICS

เอ็นจีโอ.ต่างถิ่นร่วมวงค้านเพิ่มพื้นที่EEC เปิดเวที'เสียงประชาชนตะวันออก'



ปราจีนบุรี – กลุ่มเครือข่ายภาคประชาสังคม นำโดย EEC Watch, Land Watch Thai, EnLaw และกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง เปิดเวที “เสียงประชาชนตะวันออก” ระดมความคิดเห็นคัดค้านแผนการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมจี้รัฐบาลเร่งทบทวน พ.ร.บ. EEC หลังพบละเลยหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนและไร้กลไกคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อเวลา 16.50 น. วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่โรงแรมบางแสนเฮอริเทจ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี เครือข่ายภาคประชาชนจาก 4 จังหวัด ได้แก่ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง จำนวน 38 คน ได้ร่วมกันเปิดเวทีประชุม “เสียงประชาชนตะวันออก” เพื่อวิเคราะห์รายงานผลสัมฤทธิ์ของพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 และหาแนวทางขับเคลื่อนให้มีการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว

นายสุนทร คมคาย หรือ “เกษตรแหลม” ประธานอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) อ.กบินทร์บุรี และแกนนำกลุ่มปราจีนบุรีเข้มแข็ง ในฐานะตัวแทนกลุ่มผู้จัดงาน เปิดเผยว่า ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา รายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย EEC ที่จัดทำโดย สกพอ. กลับไม่มีการบรรจุข้อคิดเห็นจากภาคประชาชนในประเด็นสำคัญ ทั้งเรื่องกลไกการถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจคณะกรรมการฯ การทบทวนผังเมือง และกลไกเยียวยาผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

“พ.ร.บ. EEC ระบุเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนเพียงผิวเผิน แต่ขาดมาตรการรองรับที่ชัดเจน การที่ สกพอ. มีแผนจะขยายพื้นที่ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ถือเป็นเรื่องน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันปราจีนบุรีต้องเผชิญกับปัญหามลพิษจากกากขยะอุตสาหกรรมที่ล้นทะลักมาจากเขตพื้นที่ EEC เดิมอยู่แล้ว การเดินหน้าขยายพื้นที่โดยไม่แก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุม จึงเปรียบเสมือนการซ้ำเติมปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ถึงขั้นวิกฤต” นายสุนทร กล่าว

ภายในงานยังได้นำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “การบริหารจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากกากอุตสาหกรรมในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนในจังหวัดปราจีนบุรี” โดยคณะผู้ศึกษาประกอบด้วย นายสมนึก จงมีวศิน, พรพนา ก๊วยเจริญ, เฉลิมชัย วัดจัง, ธันยาภัทร์ ดอกผล และสุเมธ เหรียญพงษ์นาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าจังหวัดปราจีนบุรีในฐานะ “เมืองหลังบ้าน EEC” ต้องแบกรับภาระกากอุตสาหกรรมที่จัดการไม่ถูกวิธี โดยพบว่ามีโรงงานรวมกว่า 930 ใบอนุญาต (ข้อมูล ณ 10 ก.พ. 2569) กระจุกตัวอยู่ใน อ.กบินทร์บุรี และ อ.ศรีมหาโพธิ โดยเฉพาะโรงงานกลุ่ม 101 และ 105 ที่สร้างความกังวลอย่างหนักจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานซ้ำซาก

นอกจากนี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก EnLaw ยังได้นำเสนอผลวิเคราะห์รายงานประเมินผลสัมฤทธิ์ พ.ร.บ. EEC เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายยื่นต่อรัฐบาล โดยในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ตัวแทนภาคประชาชนจะเดินทางไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้ทบทวนแผนการขยายพื้นที่ดังกล่าว และแก้ไขกฎหมายให้คำนึงถึงสมดุลทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

มานิตย์  สนับบุญ-ปราจีนบุรี