IN NEWS
ภาวะเศรษฐกิจการคลังเดือนเม.ย.69มีแรง ดันจากส่งออก-ท่องเที่ยวทำให้ขยายตัวได้
กรุงเทพฯ-สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าและเศรษฐกิจไทย
ดร.พิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนเมษายน 2569 ว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนเมษายน 2569 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขยายตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศยังคงชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตสินค้าและเศรษฐกิจไทย” โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่และปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 8.8 และ 3.7 ตามลำดับ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.6 จากระดับ 51.8 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความกังวลของผู้บริโภคต่อสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา - อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงราคาน้ำมัน ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นที่อาจส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของผู้บริโภค อย่างไรก็ดี ประชาชนมีความคาดหวังต่อนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ส่วนรายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 1.4
เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนเมษายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 27.9 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 8.1 ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนเมษายน 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -11.3 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 3.2 สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือนเมษายน 2569 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -0.2 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -2.8
มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ที่ร้อยละ 23.1 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 25.7 ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าเกษตร โดยขยายตัวร้อยละ 64.6 และ 17.9 ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง เครื่องเทศและสมุนไพร สิ่งปรุงรสอาหาร ขยายตัวร้อยละ 74.3 55.6 และ 8.1 ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกยางพารา น้ำตาลทราย และรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะในตลาดทวีปออสเตรเลีย สหรัฐฯ อาเซียน (5) และญี่ปุ่น โดยขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 53.2 44.2 34.3 และ 23.4 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดอินโดจีน (4) ลดลงร้อยละ -13.4
เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย กลับมาขยายตัว โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนเมษายน 2569 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.37 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -7.0 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -6.8 ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนเมษายน 2569 จำนวน 25.6 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 2.7 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 4.7 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนเมษายน 2569 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 1.2 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.2 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด และหมวดไม้ผล อย่างไรก็ดี ผลผลิตปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ในเดือนเมษายน 2569 ลดลงเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -0.4 ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนเมษายน 2569 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 85.3 จากระดับ 88.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 54.1 ในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ค่าดัชนียังคงอยู่เหนือระดับ 50.0 สะท้อนว่าการผลิตอุตสาหกรรมยังคงขยายตัว
เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ร้อยละ 2.89 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.83 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ร้อยละ 66.4 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 286.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
สถานการณ์เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 51.8 จุด ค่าดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกยังมีทิศทางขยายตัว ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 52.6 จุดสูงสุดในรอบ 3 เดือน ด้านดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 51.2 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 50.8 จุด และยังอยู่สูงกว่าระดับ 50 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการ สำหรับด้านภาคการท่องเที่ยวยังคงขยายตัวแต่มีทิศทางชะลอลงในบางประเทศ ขณะที่ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับเพิ่มขึ้นหรือคงในระดับเดิมเอาไว้ ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ รวมทั้ง มาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ
ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดปรับตัวดีขึ้น โดยในตลาดตราสารทุนยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติในบางส่วน โดยข้อมูล ณ วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ประมาณ 63,485.33 ล้านบาท เมื่อพิจารณาตามกลุ่มนักลงทุน พบว่านักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ มีการขายสุทธิในวันดังกล่าว -131.74 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม (ข้อมูลสะสมตั้งแต่วันที่ 1–25 พฤษภาคม 2569) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 1,660.39 ล้านบาท ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี (YTD) นักลงทุนกลุ่มนี้มีสถานะซื้อสุทธิอยู่ที่ 33,535.69 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศ มีการขายสุทธิ -48.64 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม นักลงทุนกลุ่มนี้ยังคงขายสุทธิรวม -14,423.46 ล้านบาท โดยในภาพรวมตั้งแต่ต้นปี มียอดขายสุทธิ -64,192.26 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ มีการซื้อสุทธิในวันดังกล่าว 1,053.30 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนมีสถานะซื้อสุทธิรวม 9,546.05 ล้านบาท ขณะที่ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 10,681.55 ล้านบาท สำหรับนักลงทุนต่างชาติ พบว่ามีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ -872.92 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิรวม 3,217.02 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอยู่ที่ 19,975.02 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของนักลงทุนต่างชาติที่ยังคงมีส่วนสำคัญต่อทิศทางตลาดหุ้นไทย ในส่วนของ ตลาดตราสารหนี้ พบว่าในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นักลงทุนต่างชาติมีการซื้อสุทธิ 1,103.00 ล้านบาท และเมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้มีสถานะซื้อสุทธิรวม 5,601.70 ล้านบาท ชะลอลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า เมื่อพิจารณาภาพรวมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 30,482.15 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน และแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่อยู่ในช่วงการปรับเปลี่ยน
