SUSTAINABILITY
พลิกมุมมองNet Zeroไทย ทำไม? ปลูกป่าจึงไม่พอ เหตุใดเทคโนโลยีCCS คือคำตอบที่ต้องเริ่มวันนี้
การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำกำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญระดับชาติของประเทศไทย ภายใต้เป้าหมาย “Net Zero ภายในปี 2050” ที่รัฐบาลได้ประกาศไว้ ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงแค่การลดการใช้พลังงานหรือเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งยังคงเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนหลักของประเทศ
ข้อจำกัดของการปลูกป่า: “ส่วนเสริม” ที่ไม่ใช่ “เครื่องมือหลัก”
ในบริบทนี้ แนวคิดเรื่องการปลูกป่าและเพิ่มพื้นที่สีเขียวมักถูกนำเสนอเป็นทางออกสำคัญ เนื่องจากเป็นมาตรการที่เข้าใจง่ายและสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อสังคม อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในเชิงวิทยาศาสตร์และระยะเวลาแล้ว การปลูกต้นไม้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ได้ทันเวลา โดยเฉพาะเมื่อกรอบเวลาถูกกำหนดไว้ภายในอีกไม่ถึงสามทศวรรษข้างหน้า
ต้นไม้มีบทบาทสำคัญในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง แต่การสะสมคาร์บอนในชีวมวลต้องใช้เวลาเป็นสิบปีถึงหลายสิบปีจึงจะเห็นผลที่มีนัยสำคัญ
เมื่อพิจารณาว่าอุตสาหกรรมหนึ่งสามารถปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้หลายล้านตันต่อปี ความสามารถในการชดเชยด้วยการปลูกป่าจึงถูกจำกัดทั้งในแง่ของเวลาและพื้นที่ ซึ่งประเทศไทยเองมีข้อจำกัดด้านการใช้ที่ดินอยู่แล้ว ทั้งเพื่อการเกษตร อุตสาหกรรม และการพัฒนาเมือง
ความจริงนี้นำไปสู่ข้อสรุปสำคัญว่า การปลูกป่าเป็นเพียง “ส่วนเสริม” ของกลยุทธ์ลดคาร์บอน มิใช่ “เครื่องมือหลัก” ที่จะทำให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้
เทคโนโลยี CCS กลไกสำคัญระดับสากลในการลดคาร์บอนโดยตรง
ในเวทีนานาชาติ เทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกยอมรับว่าเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงคือ Carbon Capture and Storage หรือ CCS ซึ่งมีหลักการพื้นฐานคือการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิด เช่น โรงไฟฟ้าหรือโรงงานอุตสาหกรรม จากนั้นขนส่งและกักเก็บไว้ใต้ดินหรือใต้ทะเลในระยะยาว
แนวคิดนี้มีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือ สามารถลดการปล่อยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอระยะเวลาเหมือนการปลูกป่า และสามารถจัดการกับแหล่งปล่อยคาร์บอนขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถอดบทเรียนความสำเร็จ: กรณีศึกษาจากนอร์เวย์และแคนาดา
กรณีของประเทศนอร์เวย์สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ CCS ในฐานะเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเด่นชัด นอร์เวย์เริ่มต้นโครงการ Sleipner ตั้งแต่ปี 1996 ซึ่งถือเป็นโครงการกักเก็บคาร์บอนใต้ทะเลแห่งแรกของโลก โครงการนี้สามารถกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณหนึ่งล้านตันต่อปี และดำเนินการต่อเนื่องมานานกว่าสองทศวรรษโดยไม่พบปัญหาการรั่วไหลที่มีนัยสำคัญ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินใต้ทะเลสามารถทำได้จริงและปลอดภัย
นอร์เวย์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการทดลอง แต่ได้พัฒนาต่อยอดไปสู่โครงการขนาดใหญ่ เช่น Northern Lights และ Longship ซึ่งเป็นระบบ CCS แบบครบวงจรตั้งแต่การดักจับจนถึงการกักเก็บ และสามารถรองรับคาร์บอนจากหลายประเทศในยุโรป โครงสร้างเช่นนี้ทำให้นอร์เวย์ก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการกักเก็บคาร์บอนระดับภูมิภาค
ในอีกด้านหนึ่ง แคนาดานำเสนอโมเดลที่แตกต่างออกไป โดยเน้นการใช้ CCS ร่วมกับอุตสาหกรรมพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซ โครงการ Boundary Dam ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2014 เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งแรกของโลกที่ติดตั้งระบบ CCS ในระดับเชิงพาณิชย์ สามารถดักจับคาร์บอนได้ประมาณหนึ่งล้านตันต่อปี ขณะที่โครงการ Quest ในรัฐแอลเบอร์ตาเป็นตัวอย่างของการกักเก็บคาร์บอนจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมน้ำมัน โดยมีการฉีดคาร์บอนไดออกไซด์ลงในชั้นหินลึกกว่า 2 กิโลเมตรเพื่อกักเก็บระยะยาว
นอกจากนี้ แคนาดายังมีโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เช่น Alberta Carbon Trunk Line ที่ทำหน้าที่เป็นระบบท่อขนส่งคาร์บอน ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบ CCS โดยรวม
ความแตกต่างระหว่างนอร์เวย์และแคนาดาชี้ให้เห็นว่า CCS สามารถพัฒนาได้หลายรูปแบบตามบริบทของประเทศ:
- นอร์เวย์ เน้นการกักเก็บคาร์บอนถาวรเพื่อลดการปล่อยโดยตรง
- แคนาดา ใช้คาร์บอนไดออกไซด์ส่วนหนึ่งในกระบวนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำมัน หรือที่เรียกว่า Enhanced Oil Recovery ซึ่งช่วยลดต้นทุนของโครงการ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าแนวทางใด CCS ก็ยังคงทำหน้าที่หลักคือการลดปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ
มิติเชิงเศรษฐศาสตร์: ความคุ้มค่าในระยะยาว
ในเชิงเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนของ CCS อยู่ในช่วงประมาณ 50 ถึง 150 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์ โดยต้นทุนส่วนใหญ่เกิดจากขั้นตอนการดักจับ ส่วนการขนส่งและการกักเก็บมีต้นทุนรองลงมา
แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจดูสูงในระยะสั้น แต่เมื่อเทียบกับต้นทุนทางเศรษฐกิจจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว CCS กลับเป็นการลงทุนที่มีความคุ้มค่า
- นอร์เวย์ แก้ปัญหาต้นทุนด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ
- แคนาดา ใช้มาตรการทางภาษีและการผนวกกับอุตสาหกรรมพลังงานเพื่อลดภาระการลงทุน
สิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสองประเทศตระหนักว่า “หากไม่ลงทุนใน CCS วันนี้ ต้นทุนในอนาคตจะสูงกว่ามาก”
โจทย์ใหญ่ของประเทศไทย: จะเริ่มทำ CCS อย่างไรและเมื่อใด
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “ควรทำ CCS หรือไม่” แต่เป็น “จะเริ่มทำ CCS อย่างไรและเมื่อใด”
ภาคอุตสาหกรรมของไทย เช่น ปิโตรเคมี ซีเมนต์ และพลังงาน ยังคงปล่อยคาร์บอนในระดับสูง และเป็นภาคส่วนที่ยากต่อการลดการปล่อยด้วยพลังงานหมุนเวียนเพียงอย่างเดียว หากไม่มี CCS การลดการปล่อยในภาคส่วนเหล่านี้จะเป็นไปอย่างจำกัด และอาจทำให้ประเทศไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ตามกรอบเวลา
บทเรียนจากนอร์เวย์และแคนาดาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า CCS ไม่ใช่เทคโนโลยีในอนาคต แต่เป็นเครื่องมือที่ต้องเริ่มใช้ตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจเริ่มจากการศึกษาศักยภาพแหล่งกักเก็บ เช่น ในอ่าวไทย หรือการทดลองโครงการนำร่องในนิคมอุตสาหกรรม ก่อนจะขยายไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว ควบคู่ไปกับนโยบายสนับสนุน เช่น การกำหนดราคาคาร์บอนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ท้ายที่สุด การบรรลุ Net Zero ไม่สามารถพึ่งพามาตรการใดมาตรการหนึ่งได้เพียงลำพัง การปลูกป่า พลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานยังคงมีบทบาทสำคัญ แต่หากไม่มี CCS ก็เปรียบเสมือนการพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ในขณะที่แหล่งปล่อยคาร์บอนขนาดใหญ่ยังคงทำงานต่อไป
ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องยอมรับความจริงนี้และเริ่มลงทุนใน CCS อย่างจริงจัง เพราะในโลกของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เวลาไม่ใช่ทรัพยากรที่มีเหลือเฟือ และการตัดสินใจในวันนี้จะเป็นตัวกำหนดความสามารถของประเทศในการยืนหยัดในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต
บทความโดย: ผศ.ดร.ประชา คุณธรรมดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ภายใต้โครงการ “การสำรวจสถานะความรู้ รูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม และโอกาสสำหรับการดักจับและกักเก็บคาร์บอนในแหล่งธรณีวิทยา” ได้รับทุนสนับสนุนจาก กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด
