IN NEWS
ไทย-มาเลย์เดินหน้าจัดการลุ่มน้ำโก-ลก รับมืออุทกภัย-กัดเซาะร่วมกันอย่างยั่งยืน
กรุงเทพฯ-รัฐบาลเดินหน้าความร่วมมือไทย–มาเลเซีย เห็นชอบโครงการบริหารจัดการลุ่มน้ำโก-ลก รับมืออุทกภัย–กัดเซาะ เสริมความมั่นคงสิ่งแวดล้อมชายแดนอย่างยั่งยืน
วันนี้ ( 2 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบโครงการ “Enhancing Environmental Security and Transboundary Cooperation in the Golok/Kolok River Basin” หรือ “โครงการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมและความร่วมมือข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโก-ลก” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (Global Environment Facility : GEF) และมีองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เป็นหน่วยบริหารโครงการ
รองโฆษกฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจัดทำโดยสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับกรมชลประทานและการระบายน้ำของประเทศมาเลเซีย เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการลุ่มน้ำโก-ลกอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงจากอุทกภัย การกัดเซาะตลิ่ง การจัดการทรัพยากรน้ำข้ามพรมแดน และการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ชายแดนไทย–มาเลเซีย
ทั้งนี้ โครงการมีระยะเวลาดำเนินการ 48 เดือน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก จำนวน 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 146 ล้านบาท ขณะที่หน่วยงานไทยที่เกี่ยวข้องจะร่วมสนับสนุนทรัพยากรในรูปแบบ In-kind เช่น บุคลากร องค์ความรู้ และแผนงานที่มีอยู่แล้ว รวมมูลค่าประมาณ 14.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่มีการผูกพันงบประมาณเพิ่มเติมในลักษณะเงินสด (In-cash)
นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการนี้จะช่วยยกระดับความร่วมมือด้านทรัพยากรน้ำระหว่างไทยและมาเลเซีย ผ่านการจัดทำฐานข้อมูลร่วม การประเมินความเสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้ง การพัฒนาแผนปฏิบัติการเชิงกลยุทธ์ร่วมกัน รวมถึงการใช้แนวทางธรรมชาติเป็นพื้นฐาน (Nature-based Solutions) เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโก-ลก
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น การติดตามประเมินผล และการสร้างกลไกความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ เพื่อให้การบริหารจัดการลุ่มน้ำเป็นไปอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภูมิภาค
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเชิงบูรณาการ เพราะลุ่มน้ำโก-ลกเป็นพื้นที่สำคัญต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประชาชนชายแดน การทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านจะช่วยให้การรับมือภัยธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้ประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าว
