IN NEWS
รัฐฯเดินหน้ายกระดับ ขFTAอาเซียน-จีน สู่ ACFTA3.0หนุนศก.ดิจิทัล-สีเขียว-SME
กรุงเทพฯ-รัฐบาลเดินหน้ายกระดับ FTA อาเซียน-จีน สู่ ACFTA 3.0 เพิ่มโอกาสการค้า-ลงทุน หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล สีเขียว และ SME ไทย พร้อมอำนวยความสะดวกผู้ส่งออก
วันนี้ (10 มิถุนายน 2569) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้เสนอพิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ ACFTA 3.0 ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ประเทศไทยจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อให้ความตกลงมีผลผูกพันต่อไป
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–จีน (ASEAN–China Free Trade Agreement: ACFTA) ถือเป็นหนึ่งในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของภูมิภาค โดยมีผลใช้บังคับด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนมาแล้วหลายปี ก่อนที่จะมีการยกระดับเป็น ACFTA 2.0 ในปี 2559 และล่าสุด อาเซียนและจีนได้เจรจาปรับปรุงความตกลงอีกครั้งจนแล้วเสร็จในปี 2568 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจโลกและรูปแบบการค้าในยุคใหม่ ภายใต้กรอบ ACFTA 3.0
สาระสำคัญของ ACFTA 3.0 เป็นการปรับปรุงกฎระเบียบและมาตรฐานทางการค้าให้ทันสมัยมากขึ้น โดยยังคงข้อผูกพันเดิมด้านการเปิดตลาดสินค้า การค้าบริการ และการลงทุนไว้เช่นเดิม ไม่มีการเจรจาลดภาษีเพิ่มเติมหรือเปิดตลาดใหม่ แต่เน้นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศสมาชิก
สำหรับบทที่ได้รับการปรับปรุง อาทิ การยกระดับพิธีการศุลกากรและการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยกำหนดให้มีการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น การเผยแพร่ข้อมูลการนำเข้า–ส่งออกอย่างโปร่งใส และการเร่งรัดการตรวจปล่อยสินค้าที่เน่าเสียง่ายให้แล้วเสร็จภายใน 6 ชั่วโมงหลังสินค้ามาถึง รวมถึงการยกระดับมาตรฐานด้านกฎระเบียบทางเทคนิค มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) และความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ ACFTA 3.0 ยังได้เพิ่มสาขาความร่วมมือใหม่ที่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกจำนวน 5 ด้าน ได้แก่ การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่ส่งเสริมการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงข้อมูล ณ จุดเดียว (Single Window) การชำระเงินดิจิทัล และการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างมีความรับผิดชอบ ขณะที่บทเศรษฐกิจสีเขียวมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน การลงทุนสีเขียว และเศรษฐกิจหมุนเวียน
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ความตกลงฉบับนี้จะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ให้สามารถเข้าถึงตลาดจีนและตลาดอาเซียนได้สะดวกมากขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนเปิดโอกาสให้ไทยใช้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียวในภูมิภาคได้อย่างเต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนมากกว่า 4,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นว่าการยกระดับความตกลงดังกล่าวจะช่วยอำนวยความสะดวกทางการค้า เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินธุรกิจระหว่างไทยและจีน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้ความตกลงการค้าเสรีเป็นเครื่องมือขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ การยกระดับ ACFTA 3.0 จะช่วยให้ไทยสามารถเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดา กล่าว
