IN NEWS

รัฐฯดันAgri-Mapชี้พิกัดปลูกพืชที่เหมาะ ช่วยเกษตรกรลดเสี่ยงขาดทุน1.18ล้านไร่



กรุงเทพฯ-วันนี้ 15 มิ.ย. 69  ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และสามารถปรับตัวรับมือกับความผันผวนของตลาดและสภาพอากาศได้ดียิ่งขึ้น

โดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ผลักดันการใช้ระบบ Agri-Map หรือแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่ โดยบูรณาการข้อมูลด้านดิน น้ำ พืช เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อช่วยทั้งเกษตรกรและหน่วยงานภาครัฐตัดสินใจวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม

“Agri-Map เปรียบเสมือนเข็มทิศด้านการเกษตรที่ช่วยตอบคำถามว่า พื้นที่ใดควรปลูกพืชชนิดใดจึงจะเหมาะสมที่สุด ช่วยลดปัญหาการใช้ที่ดินไม่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ ลดความเสี่ยงจากการผลิตที่ไม่คุ้มทุน และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับเกษตรกร” ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าว

ด้านกรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri-Map ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปรับรูปแบบการผลิต โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกข้าวที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร ไปสู่ระบบเกษตรผสมผสาน ผ่านมาตรการสำคัญ อาทิ การปรับโครงสร้างพื้นที่ การพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นา การปรับปรุงบำรุงดิน การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย และการสร้างเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบ

ผลการดำเนินงานตั้งแต่ปี 2560 พบว่า กรมพัฒนาที่ดินสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรไม่เหมาะสมได้แล้วกว่า 733,283 ไร่ มีเกษตรกรได้รับประโยชน์กว่า 81,355 ราย และเมื่อรวมการดำเนินงานของ 10 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้แล้วกว่า 1,184,933 ไร่ ครอบคลุมเกษตรกรกว่า 164,359 รายทั่วประเทศ

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยลดพื้นที่เกษตรไม่เหมาะสมของประเทศลงได้ราวร้อยละ 1.5 แต่ยังทำให้เกษตรกรมีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4,265.88 บาทต่อไร่ หรือประมาณ 44,535 บาทต่อครัวเรือน โดยบางพื้นที่มีรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 50-300 ขณะเดียวกันยังช่วยลดภาระงบประมาณภาครัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้กว่า 4,366 ล้านบาท

ตัวอย่างความสำเร็จเกิดขึ้นที่จังหวัดสกลนคร ซึ่งเกษตรกรได้ปรับเปลี่ยนจากการทำนาเชิงเดี่ยวสู่ระบบเกษตรผสมผสาน จากเดิมที่ขาดทุนกว่า 49,000 บาทต่อปี กลายเป็นมีรายได้สุทธิกว่า 213,000 บาทต่อปี มีรายได้หมุนเวียนตลอดทั้งปี ลดภาระหนี้สิน และมีความมั่นคงทางอาชีพมากขึ้น

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าพัฒนา Agri-Map ให้เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจอัจฉริยะมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสามารถวางแผนการผลิตได้สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของตลาด อันจะนำไปสู่การยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว