MOTORING

การเปลี่ยนผ่านสู่EVของประเทศไทยกับ ความท้าทายครั้งใหม่ธุรกิจประกันภัย



กรุงเทพฯ ประเทศไทย  [17 มิถุนายน 2569] – การเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศไทยกำลังเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแรงผลักดันของราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน บทสนทนาเกี่ยวกับ EV ก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย จากเดิมที่ผู้บริโภคกังวลเรื่องระยะทางการขับขี่ วันนี้ความกังวลหลักกลายเป็น “ความไม่แน่นอนด้านราคาน้ำมัน”

ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันโลกที่ยังคงผลักดันต้นทุนการเดินทางให้สูงขึ้น ผู้บริโภคไทยจำนวนมากเริ่มมองรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) เป็นทางเลือกเชิงปฏิบัติในการรับมือกับต้นทุนการเดินทางระยะยาวที่คาดเดาได้ยาก แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านตัวเลขในตลาดอย่างชัดเจน โดยตลาดรถ EV ในประเทศไทยเติบโตถึง 80% ในปี 2025 โดยมียอดจดทะเบียนสะสมทะลุ 120,000 คัน ขณะที่งาน Bangkok International Motor Show 2026 มียอดจองรถยนต์สูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 132,951 คัน โดยมีแรงหนุนสำคัญจากยอดจองรถ EV ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า เทคโนโลยี และประสิทธิภาพด้านต้นทุน

นโยบายภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ผ่านการสนับสนุนแบบครอบคลุมทั้งระบบนิเวศตั้งแต่ภาคการผลิต ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและมาตรการจูงใจผู้บริโภค นโยบาย 30@30 ของประเทศไทยตั้งเป้าให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนอย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดในประเทศภายในปี 2030 โดยมีมาตรการ EV 3.5 ผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตรถ EV ผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและมาตรการสนับสนุนด้านการผลิต ขณะเดียวกันในฝั่งผู้บริโภค โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของธนาคารออมสินยังส่งเสริมให้เป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าง่ายขึ้น

ความท้าทายของประกันภัย EV ที่สวนทางการเติบโตของระบบนิเวศ

ในมุมมองของผม การเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ของประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยนแค่สิ่งที่ผู้คนขับขี่เท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของผู้บริโภคต่อ “การเป็นเจ้าของ” “ความเสี่ยง” และ “ความคุ้มครอง” อย่างมีนัยสำคัญ ความผันผวนของราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการเติบโตของรถ EV โดยความกังวลของผู้บริโภคได้เปลี่ยนจาก “รถจะวิ่งได้ไกลพอหรือไม่” ไปสู่ “เราจะรับภาระราคาน้ำมันไหวหรือเปล่า” มากขึ้น และทำให้ผู้บริโภคจำนวนมากมองรถ EV เป็นทางเลือกเชิงปฏิบัติในการบริหารต้นทุนการเดินทางระยะยาว

แม้รถ EV จะได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่รถยนต์ประเภทนี้ก็มาพร้อมกับรูปแบบความเสี่ยงที่แตกต่างและยังอยู่ในช่วงพัฒนาเมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาป (ICE) โดยอัตราการเกิดอุบัติเหตุของ EV มักสูงกว่าในช่วงปีแรกของการใช้งาน เนื่องจากผู้ขับขี่ยังอยู่ในช่วงปรับตัวกับลักษณะการขับขี่แบบใหม่ เช่น ระบบ Regenerative Braking ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการเก็บพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นเมื่อชะลอความเร็วหรือเหยียบเบรก โดยเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้ากลับไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ อย่างไรก็ตาม แรงหน่วงจากการเบรกของระบบนี้อาจลดลงเมื่อแบตเตอรี่ถูกชาร์จจนเต็มแล้ว รวมไปถึงแรงบิดฉับพลัน หรือ Instant Torque ที่มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถจ่ายกำลังสูงสุดได้ทันทีที่เหยียบคันเร่ง ทั้งนี้หลังจากผ่านช่วงแรกไปแล้ว อัตราการเกิดอุบัติเหตุมักเริ่มกลับเข้าสู่ระดับใกล้เคียงกับรถยนต์สันดาป

ความแตกต่างอย่างชัดเจนอีกจุดคือ ต้นทุนและความซับซ้อนในการซ่อม ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการซ่อมรถ EV สูงกว่ารถสันดาปโดยเฉลี่ยประมาณ 39.7% เนื่องจากความซับซ้อนของระบบแบตเตอรี่ ความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์เฉพาะทางและช่างผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนข้อจำกัดด้านอะไหล่ที่ยังมีอยู่ในตลาด

อีกหนึ่งความท้าทายเชิงโครงสร้างของตลาดไทย คือจำนวนเครือข่ายอู่ซ่อมอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้านรถ EV ยังมีจำกัด ปัจจุบันงานซ่อมส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในเครือข่ายศูนย์บริการของผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งกลายเป็นปัญหาคอขวดเชิงโครงสร้างที่จำกัดการแข่งขันและส่งผลให้ต้นทุนการซ่อมยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งในระยะยาวการขยายบทบาทของอู่ซ่อมอิสระที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างเหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านราคา เพิ่มกำลังการรองรับงานซ่อม และช่วยลดต้นทุนค่าสินไหมโดยรวมของทั้งระบบ

ขณะเดียวกัน การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาดรถ EV ก็กำลังสร้างความท้าทายใหม่ให้กับธุรกิจประกันภัยเช่นกัน โดยการเปลี่ยนแปลงของราคาตลาดและค่าเสื่อมราคาที่ผันผวนรวดเร็วขึ้น ทำให้การประเมินความเสี่ยงและมูลค่าความเสียหายของรถมีความซับซ้อนมากขึ้นสำหรับผู้รับประกันภัย

สิ่งนี้สะท้อน “ความท้าทาย” ที่น่าสนใจในตลาด กล่าวคือ แม้รถ EV จะซื้อได้ง่ายขึ้นจากแรงสนับสนุนของภาครัฐ การแข่งขันด้านราคาของผู้ผลิตและการเข้าถึงสินเชื่อที่สะดวกขึ้น แต่การประกันภัยรถ EV กลับมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้บริโภคอาจคาดหวังว่าเบี้ยประกันจะต้องแข่งขันด้านราคามากขึ้นเมื่อการใช้งานประเภทนี้เติบโตขึ้น แต่ในความเป็นจริง บริษัทประกันภัยจำเป็นต้องปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมความเสี่ยงใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ รูปแบบการซ่อมที่เปลี่ยนไป และมูลค่ารถที่ผันผวนมากขึ้น

ผู้บริโภค EV คือผู้บริโภคยุคดิจิทัล

ขณะเดียวกัน ลักษณะผู้บริโภคที่ซื้อรถ EV ก็กำลังเปลี่ยนไปเช่นกัน แตกต่างจากผู้ซื้อรถยนต์แบบดั้งเดิม โดยผู้บริโภคกลุ่มดังกล่าวมักเป็นกลุ่มที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัล ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และมีความระมัดระวังในการตัดสินใจซื้อมากขึ้น พวกเขาไม่ได้เพียงซื้อรถยนต์คันใหม่ แต่กำลังก้าวเข้าสู่ระบบนิเวศของการใช้งานรูปแบบใหม่ทั้งหมด

นั่นทำให้ความกังวลของผู้บริโภคไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องความทนทานของเครื่องยนต์หรือการเข้าศูนย์บริการอีกต่อไป ความคุ้มครองแบตเตอรี่ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุด เนื่องจากต้นทุนการเปลี่ยนแบตเตอรี่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกัน ความกังวลก็เริ่มขยายไปสู่ประเด็นด้านซอฟต์แวร์ ความปลอดภัยในการชาร์จไฟ และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับระบบชาร์จภายในบ้าน

ประกันภัยคือ Safety Net ของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV

ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในปัจจุบันคาดหวังประสบการณ์ดิจิทัลที่ราบรื่น ความคุ้มครองที่โปร่งใส และผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่สามารถพัฒนาให้ทันกับระบบของรถยนต์ประเภทนี้ เทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้กำลังก่อให้เกิดความคาดหวังใหม่ต่อธุรกิจประกันภัย ไม่ใช่เพียงการคุ้มครองตัวรถ แต่รวมถึงการช่วยลดความไม่แน่นอนที่มาพร้อมกับการใช้งานเทคโนโลยีใหม่

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมประกันภัย EV ไม่สามารถถูกมองเป็นเพียงประกันรถยนต์แบบเดิมที่เปลี่ยนเครื่องยนต์เท่านั้น การประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำขึ้น การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ยืดหยุ่นมากขึ้น และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้ธุรกิจประกันภัยสามารถมอบความคุ้มครองที่ยั่งยืน โปร่งใส และสอดรับกับตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ประกันภัยมีบทบาทสำคัญในการช่วยลด “แรงเสียดทาน” ของการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ด้วยการเปลี่ยนความเสี่ยงที่ผู้บริโภคยังไม่คุ้นเคย ให้กลายเป็นต้นทุนที่สามารถคาดการณ์และบริหารจัดการได้ ช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ EV

ประเทศไทยกำลังก้าวผ่านช่วงแรกของการเปิดรับเทคโนโลยี (Early Adoption) ของรถ EV และเข้าสู่การใช้งานในวงกว้าง (Mass Adoption) อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในระยะยาวจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงราคาของรถหรือจำนวนสถานีชาร์จเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าระบบนิเวศโดยรอบ ทั้งประกันภัย การซ่อม การชาร์จไฟ และบริการหลังการขาย จะสามารถพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนผ่านได้เร็วเพียงใด เมื่อรถ EV กลายเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ความท้าทายถัดไปคือการทำให้ประสบการณ์การเป็นเจ้าของรถ EV เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย บริหารจัดการได้ และเป็นที่ไว้วางใจสำหรับผู้บริโภคไทยในชีวิตประจำวัน

บทความโดย นิโคลัส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มรู้ใจ