SUSTAINABILITY
หน.อช.ทับลานย้ำชัด!พื้นที่ยังเป็นเขตอช. ห้ามซื้อขาย-เปลี่ยนมือเตือนถูกหลอก
ปราจีนบุรี-ผืนป่าอุทยานแห่งชาติทับลาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบนิเวศและมรดกทางธรรมชาติของไทย รวมถึงเป็นแหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก ในพื้นที่รอยต่อ 2 จังหวัด คือ ปราจีนบุรี และนครราชสีมา กำลังเผชิญกับสถานการณ์ความสับสนจากกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนแนวเขต ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าอาจมีการฉวยโอกาสบุกรุกและลักลอบทำนิติกรรมซื้อขายที่ดินภายในเขตอุทยานฯ อย่างไม่ถูกต้อง ล่าสุด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ออกโรงย้ำชัด “กฎหมายยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่” พร้อมประกาศจัดการขั้นเด็ดขาดกับผู้ละเมิด

เมื่อเวลา 20.35 น. วันที่ 19 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี เพจ “อุทยานแห่งชาติทับลาน - Thap Lan National Park” ได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ เรื่องห้ามมิให้ซื้อ ขาย หรือเปลี่ยนแปลงผู้ครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อชี้แจงสถานการณ์ให้สังคมรับทราบโดยทั่วกัน สืบเนื่องจากมติที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่หลายฝ่ายเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกเพิกถอนจากเขตอุทยานฯ ไปแล้ว

นายประวัติศาสตร์ จันทร์เทพ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษเมื่อเวลา 18.15 น. ว่า มติหรือข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติในคราวดังกล่าว ยังไม่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายหรือระเบียบที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแนวเขตแต่อย่างใด “พื้นที่ทุกตารางนิ้วในเขตอุทยานฯ ยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 อย่างเคร่งครัด” นายประวัติศาสตร์ย้ำ
หัวหน้าอุทยานฯ ยังเน้นย้ำถึงหัวใจสำคัญของการอนุรักษ์ว่า ผืนป่าทับลานเป็นสมบัติของชาติและเป็นทรัพยากรที่ประเมินค่าไม่ได้ การที่มีกลุ่มบุคคลพยายามใช้ช่องว่างของข่าวสารมาสร้างความเข้าใจผิดเพื่อหลอกขายที่ดิน เป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติอย่างร้ายแรง เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และป้องกันมิให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ อุทยานแห่งชาติทับลานได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 กำหนดมาตรการดังนี้
• ห้ามทำนิติกรรมเด็ดขาด: การซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน โอนสิทธิ หรือดำเนินการใดๆ ที่เปลี่ยนแปลงผู้ครอบครองทำประโยชน์ในพื้นที่เขตอุทยานฯ ถือเป็นโมฆะ ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
• เตือนภัยประชาชน: ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาชวนเชื่อ หรือการแอบอ้างสิทธิในที่ดินเพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพย์สิน
• บังคับใช้กฎหมายสูงสุด: หากตรวจพบการฝ่าฝืน เจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีทั้งทางอาญาและมาตรการทางปกครองอย่างเด็ดขาด โดยจะเอาผิดทั้ง “ผู้ซื้อ” และ “ผู้ขาย” ตามฐานความผิดที่เกี่ยวข้องโดยไม่มีข้อยกเว้น

ในฐานะผู้พิทักษ์ผืนป่า นายประวัติศาสตร์กล่าวทิ้งท้ายว่า การร่วมมือของภาคประชาชนในการไม่ซื้อ ไม่ขาย และไม่ยอมรับสิทธิที่มิชอบในพื้นที่ป่า คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะช่วยรักษา “ทับลาน” ให้คงอยู่เพื่อคนรุ่นหลัง หากประชาชนพบเบาะแสการกระทำผิด สามารถแจ้งโดยตรงที่อุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อร่วมกันพิทักษ์ป่าไม้และสิ่งแวดล้อมที่เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 (ตามข้อเสนอคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โครงการ One Map) ได้จำแนกพื้นที่ออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ 1) กลุ่มที่เสนอให้มีการเพิกถอนออกจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 1 พื้นที่ทับซ้อน สปก. เนื้อที่ประมาณ 53,416.47 ไร่, กลุ่มที่ 2 พื้นที่โครงการหมู่บ้านตัวอย่างไทยสามัคคี เนื้อที่ประมาณ 8,328 ไร่, กลุ่มที่ 3 พื้นที่โครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ประมาณ 87,500 ไร่, กลุ่มที่ 4 พื้นที่ราษฎรที่อยู่นอกเขต สปก. และนอกโครงการเพื่อความมั่นคง เนื้อที่ 109,420.99 ไร่ และกลุ่มที่ 5 ที่ราชพัสดุสนามฝึกซ้อมรบ เนื้อที่ 6,621 ไร่ และ 2) พื้นที่เตรียมการขยายเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เนื้อที่ประมาณ 86,966.29 ไร่
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดมีข้อเสนอแนะให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) พิจารณานำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อโปรดพิจารณาทบทวนมติ ครม. เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 โดยมีข้อเน้นย้ำว่าบรรดาคดีที่เกิดขึ้นก่อนการปรับปรุงแนวเขตให้เป็นไปตามกฎหมาย และพื้นที่กลุ่มที่ 1, 2, 3 ที่เตรียมเพิกถอน จะไม่รับรองสิทธิรายที่ถูกดำเนินคดี
ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากภาพแผนที่ล่าสุด "อุทยานแห่งชาติทับลาน" โดยส่วนรังวัดแนวเขตป่าไม้ สำนักฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2567 ยังระบุถึงสถานการณ์การบุกรุกพื้นที่ โดยพบว่าในพื้นที่กลุ่มที่ 1 ถึง 5 มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินรวมทั้งสิ้น 552 แปลง หรือ 555 คดี คิดเป็นเนื้อที่รวม 12,527 ไร่ ซึ่งสะท้อนถึงปัญหาความพยายามเข้าถือครองพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ภาครัฐต้องเร่งจัดการตามกฎหมาย
มานิตย์ สนับบุญ/ ปราจีนบุรี
