OPINION

The Fiat Standard: อารยธรรมทางการเงินที่หลงทาง



บทนำ

ณ จุดเปลี่ยนผ่านของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เงินตรามิได้เป็นเพียงสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน หากแต่เป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และจิตวิญญาณของอารยธรรม ย้อนกลับไปเมื่อกว่าศตวรรษที่แล้ว โลกได้ก้าวเข้าสู่การทดลองอันยิ่งใหญ่ทางเศรษฐศาสตร์ด้วยการละทิ้งมาตรฐานทองคำ และหันมาใช้ระบบเงินเฟียตที่ผูกพันกับคำมั่นสัญญาของรัฐบาล การเปลี่ยนแปลงนี้มิได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน หากเป็นผลพวงจากวิกฤตการณ์ทางการเงินที่บีบบังคับให้ชาติมหาอำนาจต้องตัดสินใจภายใต้แรงกดดันของสงครามและการขาดแคลนทุนทรัพย์

Saifedean Ammous นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังแห่งสำนักออสเตรีย ผู้ซึ่งสร้างชื่อเสียงจากหนังสือ The Bitcoin Standard ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาวิเคราะห์อย่างเจาะลึกในผลงานชิ้นต่อมาอย่าง The Fiat Standard: The Debt Slavery Alternative to Human Civilization โดยเขาได้เปรียบเทียบระบบการเงินปัจจุบันเสมือนกับ "ทางเลือกแห่งความเป็นทาสหนี้สิน" ที่บีบบังคับมนุษยชาติให้ตกอยู่ในวังวนแห่งภาระและความไม่มั่นคง  บทความนี้มุ่งหมายที่จะสำรวจสาระสำคัญจากงานเขียนของ Ammous โดยสังเคราะห์มุมมองเชิงวิพากษ์ต่อระบบเงินเฟียต และผลกระทบที่แผ่ขยายไปสู่ทุกมิติของชีวิตมนุษย์ ตั้งแต่โภชนาการ การศึกษา สถาปัตยกรรม ไปจนถึงการมองอนาคต พร้อมทั้งนำเสนอทางเลือกอย่าง Bitcoin ในฐานะ "เงินตราที่แข็งแกร่ง" ซึ่งอาจพลิกโฉมระเบียบเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่

กำเนิดระบบเงินเฟียต: จากวิกฤตสู่การควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ

จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ: การพักชำระหนี้ทองคำ

เรื่องราวของระบบเงินเฟียตเริ่มต้นขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อธนาคารแห่งประเทศอังกฤษเผชิญกับภาวะถอนทองคำครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1914 ความต้องการทองคำเพื่อใช้เป็นทุนในการทำสงครามนั้นสูงจนทำให้เงินสำรองของธนาคารร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว แทนที่จะประกาศยุติมาตรฐานทองคำอย่างเป็นทางการ รัฐบาลอังกฤษกลับเลือกใช้กลไกทางกฎหมายและสถาบันในการจำกัดการไถ่ถอนทองคำ พร้อมกับออกเงินกระดาษที่ไม่มีการหนุนหลัง ซึ่งเท่ากับเป็นการประดิษฐ์ "การเล่นแร่แปรธาตุทางการเงิน" รูปแบบใหม่ขึ้นมา

Ammous ชี้ให้เห็นว่านี่มิใช่การตัดสินใจที่ผ่านการออกแบบมาอย่างรอบคอบ หากแต่เป็นการตัดสินใจแบบเฉพาะหน้าภายใต้แรงกดดันทางการเงิน การปล่อยให้ระบบการเงินขยายตัวอย่างไม่จำกัดนี้เองที่ก่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง โดยราคาสินค้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 124 ระหว่างปี ค.ศ. 1915 ถึง 1920 แต่ถึงกระนั้น ผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้นจากการมีเงินทุนใช้สอยในยามสงครามก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้บรรดารัฐบาลเลือกที่จะละเลยผลกระทบระยะยาว

บทเรียนที่ไม่เคยเรียนรู้: จากวิกฤตสู่หายนะซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แม้จะมีความพยายามที่จะกลับสู่มาตรฐานทองคำหลังสงคราม แต่ระบบที่ถูกสร้างขึ้นก็มิได้มีความมั่นคงดังเดิมอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้ริเริ่มระบบแลกเปลี่ยนทองคำในปี ค.ศ. 1922 ซึ่งอนุญาตให้ธนาคารกลางอื่นๆ ใช้เงินดอลลาร์หรือปอนด์ในการชำระบัญชีระหว่างประเทศแทนทองคำทางกายภาพ

Ammous ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้สหรัฐฯ และอังกฤษมีอิสระในการขยายปริมาณเงินมากขึ้น เนื่องจากไม่จำเป็นต้องถูกตรวจสอบผ่านการไถ่ถอนทองคำอีกต่อไป ผลที่ตามมาคือวัฏจักรแห่งความเฟื่องฟูและความหายนะทั่วโลก ภาวะเงินเฟ้อในช่วงทศวรรษ 1920 นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1929 และวิกฤตการณ์ที่ยืดเยื้อในทศวรรษต่อมา แทนที่รัฐบาลจะเรียนรู้จากความผิดพลาด กลับใช้วิธีควบคุมแบบเบ็ดเสร็จมากขึ้น ริบทองคำจากประชาชน และในที่สุดก็ประกาศเลิกผูกพันกับทองคำโดยสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1971

การดำเนินงานของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) ก่อให้เกิดรายได้จากการพิมพ์เงินที่เรียกว่า "Seigniorage" ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายของรัฐบาลบางส่วนในแต่ละปี แต่ Ammous โต้แย้งว่าจำนวนเงินที่แท้จริงที่รัฐบาลได้รับจากการพิมพ์เงินนั้นมีมากกว่านั้นมาก เมื่อพิจารณาจากการที่ธนาคารกลางเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรายใหญ่ที่สุดในตลาดรอง ซึ่งช่วยให้รัฐบาลสามารถขาดดุลงบประมาณได้อย่างมหาศาลโดยไม่ต้องเผชิญกับต้นทุนดอกเบี้ยที่แท้จริง

นี่คือจุดกำเนิดของสิ่งที่ Ammous เรียกว่า "Fiat Standard" ซึ่งไม่ใช่แค่ระบบเงินตรา แต่เป็น "กรอบความคิด" ที่บิดเบือนการตัดสินใจของมนุษย์ เปลี่ยนให้การสร้างหนี้กลายเป็นเหมืองเงินดิจิทัลที่ไม่มีการควบคุม และเปลี่ยนให้เงินกระดาษที่ด้อยค่ากลายเป็นเครื่องมือในการครอบงำสังคม

ผลกระทบของเงินเฟียตต่ออารยธรรม: การมองอนาคตที่สั้นลงและคุณค่าที่ถูกละเลย

ทฤษฎีว่าด้วยการให้คุณค่ากับเวลา (Time Preference)              

หัวใจสำคัญของปรัชญาของ Ammous อยู่ที่แนวคิดเรื่อง "Time Preference" หรือการให้คุณค่ากับเวลา โดยเขาเชื่อมโยงความแข็งแกร่งของเงินตรากับความสามารถของมนุษย์ในการมองไปข้างหน้า เขาอธิบายว่า "เงินที่แข็งแกร่ง" ซึ่งมีอุปทานเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ จะช่วยลดความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต ทำให้มนุษย์สามารถวางแผนระยะยาวได้อย่างมั่นใจ ในทางตรงกันข้าม เงินเฟียตที่สามารถผลิตได้ไม่จำกัดจะเพิ่มความไม่แน่นอนและทำให้มนุษย์ให้ความสำคัญกับปัจจุบันมากกว่าอนาคต

Ammous สรุปแนวคิดนี้อย่างน่าสนใจในบทความของเขาว่า "ยิ่งเงินนั้นผลิตได้ยากเท่าไหร่ อุปทานของมันก็จะเพิ่มขึ้นน้อยลงเมื่อเวลาผ่านไป มันก็จะรักษามูลค่าได้ดีขึ้น และยิ่งทำให้ผู้ถือสามารถจัดหาสิ่งจำเป็นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความไม่แน่นอนที่อยู่รอบอนาคต และทำให้เราส่วนลดอนาคตน้อยลง... ในทางตรงกันข้ามก็เป็นจริงเช่นกัน ยิ่งเงินผลิตได้ง่ายเท่าไหร่ อุปทานก็จะเพิ่มขึ้นและมูลค่าก็จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป มันก็จะลดความสามารถของเราในการจัดหาสิ่งจำเป็นในอนาคต เพิ่มความไม่แน่นอน และทำให้เราส่วนลดอนาคตมากขึ้น"

ผลกระทบของมุมมองที่เปลี่ยนไปนี้ส่งผลต่อทุกแง่มุมของสังคม อาคารที่ถูกสร้างขึ้นอย่างเร่งรีบและไร้จิตวิญญาณ อาหารแปรรูปที่เน้นต้นทุนต่ำแต่ขาดคุณค่าทางโภชนาการ และการศึกษาที่มุ่งเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ล้วนเป็นผลผลิตของ "กรอบความคิดแบบเงินเฟียต" ที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นคุณค่าของความยั่งยืนในระยะยาวได้อีกต่อไป

โภชนาการในยุคเงินเฟียต: จากอาหารพื้นถิ่นสู่อาหารแปรรูป

Ammous มองว่าระบบเงินเฟียตได้ทำลายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับอาหารอย่างสิ้นเชิง ฟาร์มที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะผลิตพืชผลเชิงเดี่ยว (monoculture) เพื่อตอบสนองต่อนโยบายที่เน้นปริมาณและต้นทุนต่ำ ส่งผลให้เกิด "อาหารเฟียต" หรืออาหารแปรรูปที่อุดมไปด้วยน้ำตาลและไขมันทรานส์ แต่ว่างเปล่าทางโภชนาการ

เขาให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจว่าคำแนะนำทางโภชนาการที่ถูกกำหนดโดยรัฐบาลในยุคเงินเฟียตกลับเต็มไปด้วยความผิดพลาด เช่น การกล่าวโทษไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลว่าเป็นต้นเหตุของโรคหัวใจ ทั้งที่งานวิจัยเหล่านั้นมักได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนของรัฐบาลที่มุ่งสร้างผลลัพธ์ทางการเมืองมากกว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์ การบริโภคอาหารที่ผิดพลาดเหล่านี้ก่อให้เกิดภาวะโรคอ้วนและโรคเรื้อรังในวงกว้าง โดย Ammous มองว่าสิ่งนี้เป็นอีกหนึ่งผลผลิตของระบบที่ส่งเสริมการบริโภคในระยะสั้นและไม่สนใจผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ

การศึกษาและวิทยาศาสตร์: ปริมาณเหนือคุณภาพ

ภายใต้ระบบเงินเฟียต มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษากลายเป็นองค์กรที่พึ่งพาเงินทุนจากรัฐบาล ซึ่ง Ammous เรียกว่า "Fiat Universities" และ "Fiat Science" สถาบันเหล่านี้มุ่งเน้นการผลิตผลงานทางวิชาการเพื่อตอบสนองต่อตัวชี้วัดการให้ทุน (ซึ่งมักวัดกันที่ปริมาณ) มากกว่าการใฝ่หาความรู้ที่แท้จริง

เขาโต้แย้งว่าวงการวิชาการถูกควบคุมโดยผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่รายที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนไม่จำกัด ทำให้เกิด "ระบบอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์" ที่ปิดกั้นนวัตกรรมที่แท้จริง และเปลี่ยนให้สถาบันการศึกษาเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้กับนโยบายของรัฐมากกว่าการเป็นแหล่งกำเนิดของปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ของนักวิจัยที่แท้จริงถูกลดทอนลงเพราะพวกเขาต้องปฏิบัติตามแนวทางที่ผู้ให้ทุนกำหนด

สถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมเมือง: ความงามที่ถูกสังเวยให้ความเร็ว

Ammous ยังขยายขอบเขตการวิเคราะห์ไปสู่สถาปัตยกรรม โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดเมืองต่างๆ ทั่วโลกจึงเต็มไปด้วยอาคารที่ขาดความสุนทรีย์และไร้จิตวิญญาณนัก เขาเสนอว่า "Fiat Architecture" คือผลผลิตของระบบที่เร่งรีบและให้ความสำคัญกับต้นทุนต่ำ อาคารที่สร้างขึ้นด้วยเงินทุนจากรัฐบาลหรือธนาคารที่ให้สินเชื่อง่ายๆ มักถูกออกแบบมาให้สร้างเสร็จเร็วและประหยัดที่สุด โดยไม่สนใจความยั่งยืน ความงาม หรือคุณค่าทางวัฒนธรรมในระยะยาว

เขายกตัวอย่างการก่อสร้างที่ได้รับเงินทุนจากรัฐบาลว่ามักขาดความรับผิดชอบต่อสาธารณชน เพราะผู้ตัดสินใจไม่ต้องแบกรับผลกระทบจากการสร้างอาคารที่ดูน่าเกลียดหรือเสื่อมโทรมเร็ว ต่างจากยุคทองคำที่การก่อสร้างต้องอาศัยการออมและการลงทุนระยะยาวที่รอบคอบกว่านี้

Bitcoin: ทางเลือกของเงินตราที่แข็งแกร่งในยุคดิจิทัล

กลไกแห่งความขาดแคลนและความน่าเชื่อถือ

เมื่อโลกของเงินเฟียตกำลังสั่นคลอน Ammous ชี้ให้เห็น Bitcoin ว่าเป็น "ตัวชำระบัญชี" ของระบบนี้  ในทางเทคนิคแล้ว Bitcoin คือเงินดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาให้มีอุปทานคงที่ 21 ล้านเหรียญ  ความสามารถในการโอนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว (salability across space) ประกอบกับความแข็งแกร่งในการรักษามูลค่าระยะยาว (salability across time) ทำให้มันเป็นรูปแบบเงินตราที่เหนือกว่าทั้งทองคำและเงินเฟียต

"ยกตัวอย่างเช่น Bitcoin เป็นสินค้าปัจจุบันที่มูลค่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับคู่สัญญาใดๆ... Bitcoin สามารถถูกใช้จ่ายข้ามพรมแดนระหว่างประเทศโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการควบคุมดูแลจากหน่วยงานการเมืองใดๆ"

เขาอธิบายว่า Bitcoin เป็นเทคโนโลยีที่ "ป้องกันเงินเฟียต" (antifiat technology) และแยกเงินออกจากหนี้สินได้อย่างสมบูรณ์  ในระบบของ Bitcoin การสร้างเงินใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากคำสั่งของรัฐบาลหรือการก่อหนี้ แต่เกิดจากการใช้พลังงานไฟฟ้าและทรัพยากรคอมพิวเตอร์ในการทำเหมือง (Proof of Work) ซึ่งเป็นการจำลองต้นทุนทางกายภาพที่คล้ายกับการขุดทองคำในยุคก่อน

การเปลี่ยนแปลงระดับโลก

Ammous คาดการณ์ว่าการเติบโตของ Bitcoin แม้จะมีอุปสรรคจากรัฐบาล แต่จะนำไปสู่ "การยกหนี้" (debt jubilee) ทั่วโลก  แทนที่ระบบเงินเฟียตจะล่มสลายอย่างรุนแรง โลกอาจค่อยๆ อัปเกรดระบบปฏิบัติการทางการเงินของมัน โดยที่ Bitcoin จะเข้ามาแทนที่การพึ่งพาพันธบัตรรัฐบาลและสินเชื่อจากธนาคารกลาง

เขามองว่า Bitcoin จะลดบทบาทของรัฐบาลในการควบคุมการเงิน ด้วยการตัดแหล่งเงินทุนที่ไม่มีต้นทุน และบีบให้รัฐบาลต้องพึ่งพาการเก็บภาษีที่โปร่งใสมากขึ้น หากปราศจากเงินเฟียต รัฐบาลก็ไม่สามารถให้ทุนสนับสนุนมหาวิทยาลัย โรงงานผลิตอาหารแปรรูป หรือโครงการสถาปัตยกรรมที่ไร้ประสิทธิภาพได้อีกต่อไป

ข้อวิจารณ์และข้อโต้แย้ง: เมื่อทฤษฎีต้องเผชิญกับความเป็นจริง

แม้ว่า The Fiat Standard จะได้รับการยกย่องจากกลุ่มผู้สนับสนุน Bitcoin ว่าเป็นงานชิ้นโบว์แดงในการอธิบายความผิดพลาดของระบบการเงินโลก แต่ก็ไม่ใช่ว่างานเขียนของ Ammous จะปราศจากข้อครหา นักวิจารณ์หลายราย รวมถึง Joakim Book จาก The Daily Economy ตั้งข้อสังเกตว่า Ammous มักใช้คำว่า "Fiat" ในความหมายที่กว้างเกินไป โดยเขาโยงทุกปัญหาของสังคมเข้ากับเงินเฟียตโดยไม่ให้หลักฐานที่ชัดเจนเสมอไป

นักวิจารณ์ยังชี้ให้เห็นว่า Ammous พลาดข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์หลายประการ เช่น การระบุปีที่จัดการประชุม Bretton Woods และพระราชบัญญัติ Glass-Steagall ที่ผิดพลาด  ซึ่งทำให้ความน่าเชื่อถือของงานชิ้นนี้ลดลงในสายตาของนักวิชาการกระแสหลัก ถึงกระนั้น นักวิจารณ์ก็ยอมรับว่าข้อสังเกตของ Ammous เกี่ยวกับปัญหาระบบการศึกษา วิทยาศาสตร์ และอาหารนั้นมีคุณค่า และการที่เขายกให้ Bitcoin เป็นทางออกนั้นก็น่าสนใจ

บทสรุป: ทางแยกของอารยธรรม

การวิเคราะห์ของ Ammous ใน The Fiat Standard ทำให้เราเห็นว่าระบบเงินเฟียตมิได้เป็นเพียงกลไกทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน แต่เป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตและค่านิยมของมนุษยชาติทั้งมวล ระบบที่ให้รางวัลกับการบริโภคระยะสั้นและการก่อหนี้ ได้กัดกร่อนความสามารถของเราในการมองอนาคต สร้างสังคมที่เต็มไปด้วยอาหารขยะ การศึกษาที่ไร้คุณภาพ สถาปัตยกรรมที่ขาดจิตวิญญาณ และความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ความท้าทายต่อมุมมองของ Ammous มีอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของหลักฐานเชิงประจักษ์และการตีความประวัติศาสตร์ที่อาจเอนเอียงเกินไป นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักหลายคนอาจโต้แย้งว่าระบบเงินเฟียตนั้นมีความยืดหยุ่นและช่วยให้รัฐบาลสามารถรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจได้ดีกว่า ในขณะที่ระบบทองคำหรือ Bitcoin อาจเข้มงวดเกินไปจนไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของโลกสมัยใหม่ได้

ถึงกระนั้น แนวคิดที่ว่า "เงินที่แข็งแกร่ง" ส่งเสริมให้มนุษย์มองการณ์ไกลและสร้างสรรค์สิ่งที่ดีกว่า เป็นแนวคิดที่ทรงคุณค่าและควรค่าแก่การพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวน และหนี้สินของภาครัฐและเอกชนนั้นสูงเป็นประวัติการณ์ Bitcoin แม้จะยังคงเป็นเทคโนโลยีที่ยังต้องพัฒนาและเผชิญกับความท้าทายมากมาย แต่ก็เปิดประตูสู่การตั้งคำถามใหม่ๆ เกี่ยวกับความหมายของเงินตรา อำนาจของรัฐ และอนาคตของเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งเป็นประเด็นที่เราไม่อาจละเลยได้ในศตวรรษที่ 21 นี้

รายการอ้างอิง

  1. Ammous, S. (2021). The Fiat Standard: The Debt Slavery Alternative to Human Civilization. BookBaby.
  2. Book, J. (2022, March 9). Everything Is the Fed's Fault: A Review of the Fiat Standard. The Daily Economy.
  3. Ammous, S. (2023). The Gold Standard: Chapters 1-4. Saifedean.com.
  4. Ammous, S. (2021). Guest Episode: Mises Institute with Jeff Deist: The Fiat Standard. Saifedean.com.
  5. Book, J. (2022, March 23). Where Does Saifedean Think Money Comes From? The Daily Economy.