ECON & BIZ

PRIมั่นใจธุรกิจบริการอสังหาฯครึ่งปีหลัง ปี69ยังเติบโตเดินหน้า4กลยุทธ์หลัก



กรุงเทพฯ-PRI ประเมินแนวโน้มธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว แต่ธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์กลับมีแนวโน้มเติบโตสูงกว่าตลาด จากความต้องการด้านคุณภาพชีวิต การบริหารจัดการชุมชน และบริการหลังการขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการส่งมอบโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด ความต้องการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยของผู้บริโภค และการที่ผู้พัฒนาโครงการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการหลังการขายมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์มีบทบาทสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและความแตกต่างทางการแข่งขัน

นางสุพินท์ มีชูชีพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI ผู้นำธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงที่อยู่อาศัย แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต ประสบการณ์การอยู่อาศัย และมาตรฐานการบริการที่ครอบคลุมทุกมิติมากขึ้น ตั้งแต่การบริหารจัดการอาคารและชุมชน การดูแลทรัพย์สิน การบริการหลังการขาย งานออกแบบและตกแต่งภายใน ตลอดจนบริการเสริมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

“แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะยังอยู่ในช่วงปรับตัว แต่ธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ยังมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพการบริการไม่แพ้คุณภาพของตัวโครงการ การสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดีจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอสังหาริมทรัพย์และสร้างความแตกต่างในการแข่งขันของผู้ประกอบการ” นางสุพินท์ กล่าว

สำหรับ 4 เทรนด์สำคัญที่ PRI มองว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่

·การเติบโตของบริการหลังการขายและการบริหารจัดการชุมชน ผู้พัฒนาโครงการให้ความสำคัญกับการดูแลลูกบ้านหลังการโอนกรรมสิทธิ์มากขึ้น เพื่อสร้างความพึงพอใจ รักษามูลค่าโครงการ และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า

·ความต้องการบริการ Interior และ Turnkey Solutions เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคต้องการความสะดวกและพร้อมเข้าอยู่อาศัยทันที ส่งผลให้บริการออกแบบ ตกแต่ง และส่งมอบที่อยู่อาศัยแบบครบวงจรได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

·เทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการ การนำระบบดิจิทัลและ AI มาใช้ในการสื่อสาร การแจ้งซ่อม การบริหารข้อมูล และการให้บริการลูกบ้าน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

·แนวโน้ม Sustainable Living เติบโตต่อเนื่อง ทั้งผู้พัฒนาโครงการและผู้อยู่อาศัยให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการสิ่งแวดล้อม การคัดแยกขยะ และการสร้างพื้นที่สีเขียวภายในโครงการมากขึ้น

ทั้งนี้ PRI เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังภายใต้ 4 กลยุทธ์หลัก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของรายได้ประจำและการเติบโตระยะยาว ประกอบด้วย

·Strengthening High-Quality Recurring Income มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำผ่านการขยายฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียม การสร้างเครือข่าย Elite Agent การพัฒนาบริการที่ปรึกษาด้านการลงทุน และการสร้าง Integrated Lifestyle Ecosystem ครอบคลุมบริการด้านสุขภาพ Wellness และสัตว์เลี้ยง พร้อมต่อยอดสู่รูปแบบ Subscription และ Service-Based Model เพื่อเพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่อง

·Operational Excellence ยกระดับศักยภาพองค์กรผ่าน PRIMO Academy เพื่อพัฒนาบุคลากรและสร้างมาตรฐานการบริการ พร้อมขับเคลื่อน Digital Transformation ผ่าน PRIMO Plus Ecosystem และการนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพการให้บริการ

·Market Expansion ขยายฐานลูกค้า B2C และลูกค้านอกเครือ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจและลดการพึ่งพารายได้จากฐานลูกค้าเดิม พร้อมขยายการให้บริการสู่พื้นที่ศักยภาพสูง เช่น ภูเก็ตและพัทยา รวมถึงต่อยอดธุรกิจ Living Services และ Brokerage Services เพื่อรองรับความต้องการของผู้อยู่อาศัย นักลงทุน และเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ โดยมีแนวทางสำคัญ ได้แก่ การขยายฐานลูกค้า B2C และลูกค้านอกเครือ การเพิ่มการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ในธุรกิจบริการและการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ การสร้างการรับรู้แบรนด์ PRIMO ในวงกว้าง และการลดการพึ่งพารายได้จากฐานลูกค้ากลุ่มเดิม

·Sustainable Growth ผ่าน ESG ดำเนินธุรกิจภายใต้หลัก ESG อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการชุมชนอย่างยั่งยืน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการยกระดับ Customer Experience ผ่านการบริหารจัดการข้อร้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลมาตรฐานพื้นที่ส่วนกลาง การสื่อสารเชิงรุก และการรับฟังเสียงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความพึงพอใจ และความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าในทุกโครงการ

"PRI มุ่งสู่เป้าหมายรายได้ 2,000 ล้านบาท ผ่านการขยายฐานลูกค้านอกเครือ การรุกตลาดศักยภาพสูงอย่างภูเก็ตและพัทยา การต่อยอด PRIMO Plus Ecosystem และการนำ AI มายกระดับบริการ โดยแบ่งเป็นธุรกิจบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุดและหมู่บ้านจัดสรร 77 โครงการ ครอบคลุมกว่า 40,000 ครอบครัว, ธุรกิจบริหารและควบคุมงานก่อสร้าง 62 โครงการ และธุรกิจบริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มอื่น ๆ ที่ช่วยสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดวงจรชีวิตของลูกค้า ขณะเดียวกัน บริษัทประสบความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้านอกเครืออย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากสัดส่วนรายได้ที่มาจากลูกค้านอกกลุ่ม (Non-RPT) ที่เพิ่มขึ้นจาก 48% ในปี 2567 เป็น 56% ในปี 2568 ขณะที่สัดส่วนรายได้จากบริษัทในเครือ (RPT) ลดลงจาก 52% เหลือ 44%" นางสุพินท์ กล่าวเพิ่มเติม

ในด้านเทคโนโลยี บริษัทเดินหน้าพัฒนา PRIMO Plus Application ให้เป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงบริการด้านการอยู่อาศัย การบริหารอาคาร และบริการหลังการขายแบบครบวงจรบนแพลตฟอร์มเดียว พร้อมนำเทคโนโลยี AI เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานในหลากหลายมิติ อาทิ Predictive Maintenance เพื่อคาดการณ์และวางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน, AI Complaint Management เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อร้องเรียน, Energy Optimization เพื่อบริหารการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ Customer Insight Analytics เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของลูกบ้านเชิงลึก ช่วยยกระดับคุณภาพการบริการ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ดียิ่งขึ้น

"อนาคตของอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้แข่งขันกันที่การขายโครงการเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันกันที่คุณภาพของการอยู่อาศัย PRI จึงมุ่งสร้าง Ecosystem ที่ดูแลลูกค้าตลอดวงจรชีวิต เพื่อก้าวสู่การเป็น Property & Living Services Ecosystem Leader ของประเทศไทย" นางสุพินท์ กล่าวปิดท้าย