ECON & BIZ

'เอ็นไอเอ-ออมสิน'กางแผนบ่มเพาะ ‘Green Ecosystem’สลัดจุดอ่อนความยั่งยืน



กรุงเทพฯ 1 กรกฎาคม 2569 – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับธนาคารออมสิน ประกาศความสำเร็จโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัปไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้งาน “GSB Empowering Green for SME 2026 Showcase & Closing Ceremony” พร้อมมอบทุนรวม 500,000 บาท แก่ 10 องค์กรต้นแบบที่จัดทำแผนปฏิบัติการสีเขียว (Green Action Plan) โดดเด่นและพร้อมนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามแนวคิด ESG ตอกย้ำบทบาทธนาคารออมสินในการเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืน และเป็นพันธมิตรเคียงข้างผู้ประกอบการให้พร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ทิศทางการค้าและการลงทุนของโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยมาตรฐานด้านความยั่งยืน ทำให้ตัวชี้วัดด้าน ESG กลายเป็นโอกาสของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของหลายประเทศ การดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การจับคู่ทางธุรกิจ และการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ และเป็นปัจจัยหนึ่งที่ NIA มุ่งใช้ในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถนำนวัตกรรมมาสร้างการเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน และพร้อมแข่งขันในเศรษฐกิจยุคใหม่ได้ทันกับทุกบริบทที่เปลี่ยนแปลง เพราะการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่สามารถมุ่งเน้นเพียงการสร้างผลกำไรได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างการเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม แต่อย่างไรก็ตามเอสเอ็มอีจำนวนมากยังประสบข้อจำกัดทั้งด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ และการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญในการนำแนวคิดด้าน ESG มาปรับใช้กับธุรกิจ และหลายรายยังมองว่าการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนเป็นภาระด้านต้นทุน ต้องใช้เงินลงทุน บุคลากร เวลา และไม่สามารถเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนในระยะสั้น ส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวยังเกิดขึ้นได้ไม่เต็มศักยภาพ จาก Pain Point นี้ NIA จึงร่วมกับธนาคารออมสินพัฒนา “โครงการ GSB Empowering Green for SME 2026” เพื่อช่วยเปลี่ยนมุมมองของผู้ประกอบการ จากการมอง ESG เป็น 'ต้นทุน' ให้กลายเป็น 'โอกาสทางธุรกิจ' ผ่านการเติมเต็มองค์ความรู้ เครื่องมือ นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

พันธกิจของ NIA คือการยกระดับขีดความสามารถด้านระบบนวัตกรรมของประเทศ (Innovation System) ผ่านการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ SME สตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี ESG และผู้ให้บริการโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถพัฒนาและต่อยอดธุรกิจร่วมกันได้ ซึ่งผู้ประกอบการกว่า 50 องค์กรได้ผ่านกระบวนการบ่มเพาะอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การวิเคราะห์จุดอ่อนและศักยภาพของธุรกิจ เรียนรู้การประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอน การวางระบบธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการรับคำปรึกษาเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อพัฒนา Green Action Plan ที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร ความสำเร็จของโครงการนี้สะท้อนให้เห็นถึงพลังความร่วมมือในห่วงโซ่อุปทานสีเขียวเกิดเป็น 10 แผนงานที่พร้อมนำไปใช้จริง ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศชาติได้อย่างมีนัยสำคัญต่อไป

นางสาววชิรา การสุทธิ์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มการตลาดเพื่อความยั่งยืน เปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SME ทั้งด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การสร้างความเชื่อมั่นแก่คู่ค้าและผู้บริโภค โดยเงินทุนเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเติบโต ขณะที่ โอกาส องค์ความรู้ มาตรฐาน และเครือข่าย เป็นองค์ประกอบสำคัญและพลังที่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และประเด็นความยั่งยืนกลายเป็นแกนกลางทางความคิดในการใช้ชีวิตของผู้คนทุก Gen โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวและนำแนวคิดความยั่งยืนมาเป็นกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ โครงการ GSB Empowering Green for SME 2026 จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการยกระดับองค์ความรู้ เข้าถึงเครื่องมือ และคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประยุกต์ใช้หลัก ESG ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่จะช่วยสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง โดยธนาคารออมสินในฐานะ ธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต พร้อมทำหน้าที่มากกว่าสถาบันการเงินที่ให้เงินทุน แต่เป็นพันธมิตรที่เคียงข้างผู้ประกอบการในทุกช่วงของการพัฒนา ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการผ่านกลไก Sustainable Finance ทั้งนี้ การสำเร็จหลักสูตรในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต เมื่อองค์กรได้นำองค์ความรู้ที่ได้รับและแผนธุรกิจที่สร้างสรรค์ขึ้นไปปฏิบัติจนเกิดผลลัพธ์เชิงบวก สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างยั่งยืน

โดยภายในงานมีการแสดงความยินดีกับทั้ง 50 องค์กรที่สำเร็จหลักสูตรตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของโครงการซึ่งคัดเลือกจากผู้ประกอบการกลุ่ม SME & Startup กลุ่มผู้พัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีด้าน ESG และกลุ่มผู้ให้บริการโซลูชันด้าน ESG พร้อมประกาศ 10 สุดยอดองค์กรต้นแบบที่นำเสนอแผนปฏิบัติการสีเขียวได้อย่างโดดเด่น จนได้รับการคัดเลือกให้รับทุนสนับสนุนจากธนาคาร ได้แก่

1.      บริษัท เอสซีแอล เมทัล อินดัสทรีส์ จำกัด และ SKICORP (THAILAND) CO., LTD พัฒนาประตูจากกากใยมะพร้าว เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรด้วยนวัตกรรมที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์

2.    บริษัท ซีด ทู ซัสเทน จำกัด พัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านสิ่งแวดล้อมและลดต้นทุนการดำเนินงาน

3.      บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด พัฒนาระบบ Traceability และจัดทำข้อมูล Carbon Footprint เพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและรองรับตลาดแห่งอนาคต

4.    บริษัท วี เชฟ (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนาร้านอาหารเคลื่อนที่ สร้างโอกาสอาชีพและรายได้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย มีความแตกต่างจากสินค้าในตลาด และมีศักยภาพสร้างผลกระทบเชิงสังคม

5.    บริษัท ไม้ลายวิจิตร จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการจัดทำแม่พิมพ์สำหรับการผลิต ช่วยเพิ่มศักยภาพด้านนวัตกรรมและสร้างมูลค่าทางธุรกิจ

6.    บริษัท โคโค่คัลต์ทล์ จำกัด นำเศษกากมะพร้าวมาต่อยอดเป็นบรรจุภัณฑ์ใหม่ ตามแนวคิด Circular Economy ช่วยลดของเสีย ลดต้นทุนการจัดการ และทดแทนการจัดซื้อวัสดุบางส่วนจากภายนอก

7.    บริษัท แกรนด์เซรามิค จำกัด นำผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานกลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วยลดของเสีย ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

8.    บริษัท ช็อคโกเนิร์ด จำกัด นำวัตถุดิบโกโก้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และสร้างมูลค่าทางธุรกิจ

9.    บริษัท อินบีอิ้ง อีโค จำกัด พัฒนาระบบจัดการน้ำและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ ช่วยสร้างคุณค่าร่วมทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธุรกิจ

10.  บริษัท โอโอทรี บิวตี้เซ็นเตอร์ จำกัด พัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวสำหรับผู้ป่วยมะเร็งและผู้สูงอายุที่มีปัญหาผิวแห้ง ถือเป็นการขยายสู่ตลาดเฉพาะ ควบคู่การสร้างคุณค่าทางสังคมให้เข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาเหมาะสม